“นพวรรณขนมไทย”ธุรกิจคิดจากการ “ให้”

“นพวรรณขนมไทย”ธุรกิจคิดจากการ “ให้”

เพราะฝันอยากเห็นขนมไทยไปเฉิดฉายอยู่ในตลาดโลกและกระตุ้นให้เด็กไทยกลับมารักและชื่นชอบในขนมไทยเลยเป็นที่มาของ“นพวรรณขนมไทย" ธุรกิจคิดจากการให้

“ลูกชุบสำเร็จรูป” และชุดทำขนมไทยสำเร็จรูป นวัตกรรมคูลๆ ที่ทำให้ใครหลายคนได้รู้จักชื่อของ “นพวรรณขนมไทย” ซึ่งมี “อาจารย์นพวรรณ จงสุขสันติกุล” เป็นผู้ก่อตั้งอยู่เบื้องหลัง

ในวันนี้นอกจากจะพัฒนาสินค้าในแบรนด์ตัวเอง คนทำขนมวัยย่าง 70 ปี ยังเป็นอาจารย์สอนวิชาทำขนม ทำงานเป็นที่ปรึกษาและ “นักแก้ปัญหา” ให้เอสเอ็มอี อีกทั้งร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย ให้พิชิตเป้าหมาย “ครัวของโลก”

“ตรงนี้เป็นงาน ตรงนั้นเป็นกุศล”

คำแยกแยะระหว่างธุรกิจและงานภาคสังคมที่อาจารย์นพวรรณบอกกับเรา ซึ่งวันนี้ทั้งสองภาคดูจะกลมกลืนเป็นเรื่องเดียวกันไปหมดแล้ว

อาจารย์นพวรรณไม่ได้เริ่มจากอาชีพทำขนม เธอเคยไปเรียนเลขานุการที่อินเดีย กลับมาทำงานสายการบินอยู่สองปี ก่อนย้ายมาทำงานโรงแรมยาวถึง 30 ปี ระหว่างนั้นก็รับออเดอร์ทำขนมไปด้วย ซึ่งศาสตร์ความรู้ด้านการทำขนมไทยนั้น เป็นทั้งความชอบและเคล็ดวิชาที่ได้รับสืบทอดจากครอบครัว

“คุณแม่เล่าให้ฟังว่า สัก 4 ขวบ ก็เริ่มลุกตามท่านมาทำขนม ตอนนั้นยังเด็กมาก ทำอะไรไม่ได้ก็ช่วยฉีกใบตอง มือเด็กฉีกไม่ออก ท่านก็เอาไม้จิ้มฟันมาจิ้มให้ฉีกง่าย ก็เริ่มจากตรงนั้น” เธอเล่าเส้นทางคนทำขนม

นอกจากความรู้เรื่องการทำขนมไทย สิ่งที่ได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว คือ หัวใจของการเป็น “ผู้ให้” เธอเล่าว่า สมัยก่อน แม่เป็นคนมีบริวารมาก พอใครแต่งงานแยกครอบครัวออกไป ท่านก็จะยกเครื่องครัวให้ไปชุดหนึ่ง เพื่อใช้ทำมาหากิน เธอเห็นภาพนั้นมาแต่เด็ก เลยอยากทำขนมเก่งและเป็นผู้ให้ได้อย่างแม่

“ตอนทำงานโรงแรม เคยอยู่ฝ่ายบุคคล ตอนนั้นทำเรื่องรับคนเข้า คนออก ซึ่งเวลาเจอใครที่ไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ เพราะไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง ก็จะให้อาชีพเขาไป อย่างผู้หญิงมีลูก ถามเขาว่าที่บ้านพอมีซึ้งไหม ถ้ามีจดสูตรสาคูไส้หมูไปก่อน เพราะมีซึ้งอย่างเดียวก็ทำได้ จดเสร็จ ให้เงินส่วนตัวไปอีก 300 เพื่อใช้เป็นทุน วันนั้นเขาไม่ได้งาน แต่ได้อาชีพ” เธอว่า

นี่คือหนึ่งเรื่องดีที่ทำมาตลอดชีวิต และติดตัวจนเป็นวิถี เธอว่า ชีวิตคนเราเมื่อไรที่มีโอกาสได้ช่วยใคร ก็จงช่วย ซึ่งการช่วยคนนั้นเป็นกุศล ที่จะนำเรื่องดีๆ มาสู่ชีวิตเรา หนึ่งในผลของกุศลที่ว่า ก็คือ “ความสุข”

เช่นเดียวกับวันนี้ ที่เธอยังเป็นอาจารย์คิดสูตรขนมให้กับคนมีฝันอยากทำธุรกิจของตัวเอง โดยที่สูตรนั้นจะยกให้กับคนทำ ไม่ใช่ของคนชื่อนพวรรณ รวมถึงยังเป็นที่ปรึกษาช่วยแก้ปัญหาให้คนทำธุรกิจอาหาร

เธอแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยทำ อย่างแนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เศษวัตถุดิบที่เหลือจากกระบวนการผลิต ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยการช่วยคิดและพัฒนาสูตรให้ เช่น ใช้เศษสัปปะรดที่เหลือจากกระบวนการทอดสุญญากาศ ไปทำน้ำพริกแกงคั่วที่เก็บได้เป็นปี การใช้หัวและหางปลาที่ไม่ค่อยมีใครคิดทำประโยชน์ มาแปรรูปเป็นเมนูใหม่ เช่น น้ำยา แกงคั่ว เมนูหลน หรือกระทั่งใช้

“เปลือกทุเรียน” ที่คนอื่นเขาเรียก “ขยะ” ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม

“ทุเรียนลูกหนึ่ง กิน 30 แต่ทิ้ง 70 แล้วถ้ามีทุเรียนสัก 100 ตันล่ะ ถามว่า เราต้องทิ้งเปลือกไปเท่าไร แต่ถ้าคุณเอาไปเผาเป็นคาร์บอน ไปทำน้ำด่างอัลคาไลน์ เอามาหั่นใส่น้ำต้ม แล้วมาทำเป็นครีมซอส จากขยะก็จะกลายเป็นของมีมูลค่าขึ้นมาทันที แถมยังลดของเสียลงได้อีกมาก” เธอบอกผลพวงจากความคิด

ความรู้ทั้งหมด ไม่ได้สูญหายไปกับการทำให้คนอื่น ตรงกันข้ามกลับตกผลึกและสะท้อนกลับมาสู่ธุรกิจของเธอเอง คงเหมือนที่เขาว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

“ก็เหมือนกับเราทำคอมพิวเตอร์ เวลาใช้คีย์นี้บ่อยๆ พอกดปุ๊บทุกอย่างจะออกมาหมด ฉะนั้นความคิดยิ่งใช้บ่อย ยิ่งคิดได้เร็ว ยิ่งตอกย้ำบ่อยๆ และแบ่งปัน ความรู้นั้นจะไม่สูญหาย” เธอเชื่ออย่างนั้น

ระหว่างทางของการทำเพื่อคนอื่น หล่อหลอมเป็นพลังสร้างสรรค์ให้เกิดธุรกิจ “นพวรรณขนมไทย” ที่เปลี่ยนจากคนทำขนมส่ง มามีร้านและแบรนด์ของตัวเอง ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นต้นแบบของแบรนด์ไทย ที่โดดเด่นด้วยพลังความคิดสร้างสรรค์ ตั้งแต่ การทำขนมไทยให้หวานน้อยลง หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี จัดเต็มคุณประโยชน์เพื่อผู้บริโภค ตลอดจนร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อพัฒนานวัตกรรมขนมไทย จนทำตลาดอย่างงดงามทั้งในและต่างประเทศ

เช่นเดียวกับ “ชุดทำขนมสำเร็จรูป” เรื่องสนุกในการทำขนมด้วยตัวเอง ของเด็กๆ ตั้งแต่วัยอนุบาล อย่าง ชุดทำขนมลูกชุบ ที่เพียงนำถั่วสำเร็จรูปเติมน้ำร้อน คนให้เข้ากัน ผสมสีที่เตรียมไว้ แล้วปั้นให้เป็นรูปต่างๆ จากนั้นนำไปชุบวุ้นที่จัดไว้ เรียกว่า แม้แต่เด็กตัวน้อย ที่อ่านหนังสือไม่ออก แต่สามารถเป็นเจ้าของขนมไทยด้วยสองมือของตัวเองได้

จากขนมไทยๆ เลยได้ออกงานนวัตกรรมและการออกแบบ “Thailand Innovation and Design Expo 2015” ไม่ด้อยไปกว่าผู้ผลิตรายใหญ่หรือแบรนด์ดังๆ แถมยังพร้อมออกแสดงงานในต่างประเทศ เพื่อสร้างชื่อขนมไทยให้ก้องไกลไปในตลาดโลก

ถามถึงเป้าหมายที่ยังอยากทำ อาจารย์สอนทำขนมบอกเราว่า ยังอยากเห็นประเทศไทยกลายเป็น “เป็นครัวโลก” เพราะบ้านเราเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาเธอได้นำตัวเองเข้าไปช่วยงานของภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาทางผลักดันอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ไปงอกงามในตลาดโลก

เช่น การแปรรูปหัวหอม ที่มีปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ โดยมาทำเป็นหัวหอมทอดกรอบ ที่ทอดด้วยเครื่องทอดสนามแม่เหล็กซึ่งคิดค้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อช่วยให้กรอบนาน ดีต่อสุขภาพ และรักษ์โลก แถมยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอีกด้วย ที่สำคัญการคิดใหม่ ทำใหม่ ยังช่วยให้ผลผลิตของคนไทยสามารถไปเปิดตลาดใหม่ๆ ในโลกได้ด้วย

หลายงานมีค่าตอบแทน แต่หลายงานก็ทำเป็นกุศล เธอว่า ทำด้วยใจ ไม่ได้หวังเงิน เพราะแม้นตายไป ก็คงเอาความร่ำรวยติดตัวไปด้วยไม่ได้

“สิ่งที่คิดมาทุกอย่าง คิดแต่ว่า ให้คนเขาได้นำไปใช้ประโยชน์ ส่วนเงินหรือกำไร สำคัญแค่มีกินมีใช้ ไม่ต้องเหลือเฟือ เพราะคนเราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ เผลอๆ เก็บไว้ ไม่ได้ใช้ เงินก็เป็นขยะอยู่ดี ฉะนั้นไม่ต้องโลภ ปีหน้าจะ 70 แล้ว แต่ยังรู้สึกว่าอายุเป็นแค่ตัวเลขจริงๆ เพราะทุกวันนี้ยังอยู่กับความสุข รับรู้แต่เรื่องบวก และแบ่งปันสู่คนอื่น เท่านี้ก็สุขแล้ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย

อีกหนึ่งมุมคิดของผู้ประกอบการไทย ที่ไม่ต้องเริ่มจากการรับ แต่ออกสตาร์ทจากคำว่า “ให้” จนมีธุรกิจที่มั่นคง ยั่งยืน และเป็นที่ชื่นชมของผู้คนอย่างวันนี้