วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PTT - ซื้อ

ประเด็นหลักจากโรดโชว์

ประเด็นการลงทุน

เราได้นำ CFO ของ PTT คุณวิรัตน์ เอื้อนฤมิต ไปโรดโชว์ที่ประเทศสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เรามองว่านักลงทุนที่ได้พบมีมุมมองที่ดีต่อภาวะเศรษฐกิจไทย และนักลงทุนเหล่านั้นเริ่มให้ความสนใจต่อการลงทุนในไทยหลังจากลดน้ำหนักการลงทุนในประเทศไปนาน โดยพวกเขาให้ความสนใจต่อแนวโน้มของธุรกิจในเครือ PTT โดยเฉพาะโอกาสในการซื้อกิจการ หากมองธุรกิจในครือ PTT ธุรกิจต้นน้ำ (เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงจำกัด รวมทั้งมีแนวโน้มเข้าซื้อกิจการ) และกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น (จากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง) ได้รับความสนใจมากที่สุด ซึ่งเราได้สรุปประเด็นสำคัญต่างๆดังนี้:

ความเสี่ยงด้านนโยบายพลังงาน

นโยบายปฏิรูปพลังงานเป็นประเด็นที่ถูกถามถึงมากที่สุด โดยเฉพาะหลังจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมทั้งการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ แต่เรารู้สึกว่านักลงทุนจะมีมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการของการปฏิรูปพลังงานไทย ทั้งนี้ PTT กล่าวว่าราคาปิโตรเลียมในประเทศได้มีการปรับตัว ในขณะที่ ราคาค้าปลีก ก๊าซ NGV มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอีก 1-1.50 บาทต่อกิโลกรัม ณ สิ้นปี 2558 หรือ ภายในต้นปี 2559 เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ รัฐมีการวางแผนขจัดนโยบายประชานิยมในโดยจัดตั้ง “ซูเปอร์โฮลดิ้ง” ซึ่ง กระทรวงการคลังจะโอนหุ้นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดฯ ให้ทั้งหมดหลังการจัดตั้งกฎหมายแล้ว ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวนั้น ต้องการให้โครงสร้างใหม่จะมุ่งเน้นผลประกอบการของธุรกิจ และปลอดจากการแทรกแซงของภาครัฐ ในขณะที่กระทรวงต่างๆจะต้องมีการตั้งงบประมาณสำรองเพื่อรองรับนโยบายประชานิยมของตนเอง

แนวโน้มอุปสงค์ก๊าซชะลอตัวลง

นักลงทุนแสดงความกังวลต่ออุปสงค์ก๊าซที่อาจชะลอตัวลงจากนโยบายเพิ่มความหลากหลายของแหล่งเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ ซึ่งบริษัทยอมรับว่าประเมินยอดขายก๊าซในอีก 5 ปีข้างหน้าเติบโตเฉลี่ยต่อปีเพียง 2% เพื่อสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ อย่างไรก็ดีเชื่อว่าจะมีอัพไซด์ต่อประมาณการดังกล่าว ทั้งนี้อุปสงค์ก๊าซของไทยมีความเชื่อมโยงต่ออัตราการเติบโตของ GDP อยู่มาก แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ที่เน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งริเริ่มโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงงานไฟฟ้าพลังงานทดแทนใหม่ อาจบรรลุได้ยาก

โอกาสในการลงทุน

บริษัทยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ โดย CFO กล่าวว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสในการเข้าซื้อกิจการมากกว่าช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง การแข่งขันที่เข้มข้นและสินทรัพย์ที่มีราคาแพงส่งผลให้บริษัทในเครืออย่าง PTTEP หันมาสนใจพลังงานประเภท non-conventional และโครงการที่ยังไม่ได้พัฒนามากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทเชื่อว่าจะสามารถเข้าซื้อกิจการในประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยบริษัท British Gas ได้ประกาศแผนขายหุ้นในแหล่งบงกช นอกจากนี้ยังมีหลายบริษัทฯ ที่มีแผนที่จะขายสินทรัพย์ในแหล่ง Natuna อินโดนีเซียและในมาเลเซีย ทั้งนี้บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของการเข้าซื้อ กิจการ แต่กล่าวว่า ปัจจุบัน PTTEP มีเงินสดในมือมากกว่า 4 พันล้านเหรียญดอลลาร์ ส่วนปตท. มีเงินสดในมือมากกว่า 3 พันล้านเหรียญดอลลาร์ รวมทั้งยังคงมีความสามารถในการกู้ยืมได้อีกมาก ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถลงทุนในสินทรัพย์ใหม่ๆ ได้โดยปราศจากการเพิ่มทุน นอกจากการเข้าซื้อกิจการต้นน้ำแล้ว TOP ยังคงมองหาโอกาสในการเข้าซื้อการโรงกลั่นในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย


แผนการแยกธุรกิจ

PTT อยู่ในช่วงการแยกท่อก๊าซเพื่อให้สอดคล้องกับพรบ. ทุนรัฐวิสาหกิจปี 2554 เพื่อให้บุคคลที่สาม สามารถใช้เครือข่ายท่อก๊าซของบริษัทได้ อย่างไรก็ตามบริษัทวางแผนที่จะถือหุ้น 100% ซึ่งทำให้ธุรกรรมดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท โดยบุคคลที่สามจะต้องลงนามในสัญญาระยะยาวและจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับ PTT ในระดับเดียวกับผู้ใช้บริการอื่นๆ นอกจากนี้นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อการแยกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันจากแนวโน้มธุรกิจที่สดใส รวมทั้งบริษัทอาจมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ เนื่องจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันสอดคล้องกับมูลค่าหุ้นในกลุ่มค้าปลีกที่สูง โดย CFO ของบริษัทกล่าวว่า การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการมีอาจเสร็จสิ้นช่วงสิ้นปี 2558 หรือต้นปี 2559 ส่วนกระบวนการจดทะเบียนเข้าตลาดฯ หากบริษัทยืนยันว่าจะดำเนินการต่อ อาจต้องใช้เวลาประมาณอีกหนึ่งปี