KBANK ชี้การควบรวมและซื้อกิจการในแถบอาเซียนมาแรง ระบุ กลุ่มทุนจีน-ญี่ปุ่นจ้องเทคโอเวอร์ธุรกิจ "โลจิสติกส์-ท่องเที่ยว-บริการ" ของไทย
นายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK กล่าวว่า ปัจจุบันการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เป็นช่องทางการขยายธุรกิจที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในรูปแบบธุรกรรมที่บริษัทไทยไปซื้อกิจการบริษัทในต่างประเทศ บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการของบริษัทคนไทย และบริษัทไทยซื้อกิจการในประเทศไทย โดยคาดการณ์ปริมาณการทำ M&A ทั่วโลกจะเติบโต 19% ในช่วงปี 2558-2561 ในกลุ่มเป็นอุตสาหกรรมยาและสุขภาพ คมนาคม และเทคโนโลยี ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย จำนวนดีล M&A คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 23% ในปี 2558-2561 จาก 17% ในปี 2557
"ประเทศในอาเซียน ยังมีการเติบโตสูง คาดว่าใน 3 ปีข้างหน้าจีดีพีจะขยายตัวที่ 4.6-4.9% โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีอัตราการขยายตัว 7% เทียบกับไทยที่อาจโตได้ 3.2-3.6% โดยคาดว่ากลุ่ม CLMV จะมีกำลังซื้อในเขตเมืองเพิ่มขึ้นจาก 6.3 ล้านล้านบาทในปี 56 เป็น 8.05 ล้านล้านบาทในปี 63 หรือโตถึง 4% ต่อปี"
ทั้งนี้พบว่าธุรกรรม M&A ของธุรกิจต่างชาติต่อกิจการไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น ที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอาเซียน หรือ AEC ซึ่งเน้นกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ท่องเที่ยว และบริการ เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ที่พบว่าอุตสาหกรรมที่มีการ M&A มากที่สุดคือ ธนาคาร ประกัน และสื่อสารโทรคมนาคม โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6.5 แสนล้านบาท จำนวนรวมกว่า 230 ดีล โดยเป็ยนักลงทุน 4 ประเทศหลักคือ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ส่วนธุรกิจไทยที่ไปทำ M&A ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพลังงานและโรงแรม โดยที่ผ่านมาจะเห็นกลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ไปขยายการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคอันดับ 1 ที่นักลงทุนไทยสนใจเข้าไปลงทุนจากปัจจัยที่ตั้งและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน โดยพบว่า M&A ของไทยที่ไปซื้อกิจการต่างประเทศ มีมูลค่าเพิ่มจาก 0.15% ของจีดีพีในช่วงปี 52-54 มาอยู่ที่ 1.3% ของจีดีพี หรือกว่า 1.75 แสนล้านบาทระหว่างปี 55-58 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ซึ่ง CLMV เป็นกลุ่มประเทศหลักของ M&A ของธุรกิจไทย โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ธุรกิจไทยให้ความสนใจเข้าซื้อกิจการ ได้แก่ อุตสาหกรรมกลุ่มสินค้าบริโภคอุปโภค และอุตสาหกรรมบริการ โดยคาดว่ากลุ่มบริการจะมีจำนวนดีลสูงที่สุด
"ธุรกิจไทยมีความแข็งแกร่งทั้งในด้านสินค้าและการดำเนินงาน ประกอบกับยังมีเงินสดส่วนเกินสะสมสูง จึงเริ่มหาบริษัทเป้าหมายที่มีศักยภาพร่วมเป็นพันธมิตร โดยเฉพาะในอาเซียนมากขึ้น" นายจงรัก กล่าว
สำหรับการ M&A ระหว่างธุรกิจไทยกับไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาหาร และเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ และธุรกิจด้านสุขภาพ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น โดยธุรกิจอสังหาฯ มีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องจากการขยายตัวของเขตเมืองและแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รวมถึงแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีแนวโน้มขยายตัวของประชากรที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ประเมินว่าการ M&A ของธุรกิจในประเทศไทยปีหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากบริษัทที่อยู่ในตลาดฯ มีเครื่องมือในการระดมทุน เพื่อขยายธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งอยู่แล้ว
สำหรับการควบรวมและซื้อกิจการระหว่างธุรกิจไทยกับไทย ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อาหาร และเครื่องดื่ม เคมีภัณฑ์ และธุรกิจด้านสุขภาพ โดยคาดว่าธุรกิจอสังหาฯมีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องจากการขยายตัวของเขตเมืองและแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รวมถึงแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมสุขภาพที่มีแนวโน้มขยายตัวของประชากรที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น









