ทยอยขายทำกำไรหากดัชนีอยู่เหนือ 1420 จุด เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงแรง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ผันผวนเชิงบวก
ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มผันผวนเชิงบวก โดยนักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยไปเป็นปีหน้า ส่วนทางด้านจีนที่จะเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกและอุตสาหกรรมการผลิตในวันนี้ ถ้าออกมาไม่ดีนักหรือตรงตามคาดนักลงทุนก็มีลุ้นว่าจีนจะเพิ่มมาตรการณ์กระตุ้นเศรษฐกิจได้ในเดือนหน้า ดังนั้น sentiment ต่างประเทศเริ่มดูดีขึ้น ทางด้านปัจจัยภายในประเทศก็ยังคงเป็นบวกโดยรวมจากข่าวการเตรียมการประมูลโดครงการ mega project และ 4G ซึ่งจะช่วยหนุนให้ตลาดไทยช่วงนี้ไม่ลงไปต่ำกว่า 1400 จุดและมีโอกาสขยับขึ้นไปได้ต่อเพื่อทดสอบแนวต้าน 1430
แนวรับ/แนวต้าน : 1400/1430 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : ทยอยขายทำกำไรหากดัชนีอยู่เหนือ 1420 จุด เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลงแรง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ
นักลงทุนระยะสั้น : MCS (15), ASEFA (5.5)
MCS (15) เราคาดงบปี 2558 จะรายงานออกมาดีมากจากงานรับเหมาขนาดใหญ่ที่ป้อนเข้ามาอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่น และงานโอลิมปิกในอนาคตช่วยหนุน sentiment ในระยะยาว บวกกับปันผลที่สูงของหุ้น MCS จึงแนะนำเก็งกำไรได้อย่างสบายใจ เพราะจะเคลื่อนไหว side way up ขึ้นไป มีโอกาสเห็น 15 บาทไม่ยากครับ
ASEFA (5.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy แรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center อีกด้วย
นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), TVO (33.75)
BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
TVO (33.75) ตลาดมันแกว่งแรงความเสี่ยงก็เยอะ เอาหุ้นปันผลสูงๆติดพอร์ตไว้ก็ดีครับ TVO ตัวนี้ Downside risk จากราคาถั่วเหลืองตกต่ำมีน้อย เนื่องจากราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของเกษตรกรสหรัฐที่ 9USD/bushel แถมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 58 ที่ดีราว 7% โดยคาดเงินปันผลปี 58 ที่ 1.62 บาท/หุ้น ประกอบกับปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐนั้นต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะมีปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ช่วยเสริม sentiment บวกให้กับราคาถั่วเหลืองในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย ดังนั้นค่อยๆเก็บสะสม TVO ถือยาวๆกินปันผลกันนะครับ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
- รัฐวิสาหกิจสื่อสารเข้าขั้นวิกฤติยุคดิจิทัล "บรรยง" ชี้ต้องปฏิรูป "ทีโอที-กสท." รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล หากไม่สำเร็จต้องออกจากการแข่งขัน ด้าน สคร.ประเมินผลดำเนินงานล่าสุด ระบุ "ทีโอที" เป็นรัฐวิสาหกิจเดียวที่เผชิญกับ "วิกฤติ" เหตุแข่งขันไม่ได้ ขณะเอกชนคาดปีหน้าสมรภูมิ 4 จีเดือด ทางด้าน "อุตตม" ลั่นยังเดินหน้าดิจิทัลอีโคโนมีหวังยกระดับสู่ "ดิจิทัล ไทยแลนด์" เตรียมปรับกรอบงานใหม่ให้สอดคล้องนโยบาย สั่งตั้ง คณะกรรมการศึกษาดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทบรอดแบนด์แห่งชาติ พร้อมชู "ภูเก็ต-เชียงใหม่" จังหวัดนำร่องสมาร์ทซิตี้แทนนครนายก ย้ำแผนเปลี่ยนชื่อกระทรวงยังเป็นตามกรอบเดิม ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของ
สนช.วาระ 2
+ "สมคิด" ชี้มาตรการกระตุ้นอสังหาฯสร้างความคึกคักทางเศรษฐกิจ คาดธนาคารพาณิชย์เริ่มแข่งกันปล่อยสินเชื่อ ระบุไม่ห่วงหนี้เสียหลังขยายเพดานให้สินเชื่อเพิ่ม ขณะศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดสินเชื่อแบงก์พาณิชย์โตต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกปีหน้า เตือนตลาดซบหลังหมดมาตรการ
- เอกชนเสนอรัฐกำหนดท่าทีร่วมทีพีพี หลังประเมินผลกระทบสินค้าส่งออกรายอุตสาหกรรมไทยสูญแต้มต่อการค้า พบอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มต้องจ่ายภาษีตลาดสหรัฐสูงกว่าคู่แข่ง 10-30% กลุ่มอาหารห่วงตลาดสมาชิกทีพีพีค้ากันเอง ส่งผลไทยเสียลูกค้า ขณะที่กลุ่มอัญมณีฯ ผวามาตรการกีดกันกระทบส่งออก "พาณิชย์" เปิดตัวเลขชี้ไทยยังต้องพึ่งตลาดสหรัฐ เร่งศึกษาผลดี-ผลเสีย ร่างข้อตกลงสุดท้ายก่อนเสนอ ครม.พิจารณา
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 74.22 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 17,215.97 จุด
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อวันศุกร์ (16 ต.ค.) หลังจากที่แกว่งไปมาทั้งในแดนบวกและแดนลบ หลังนักลงทุนซึมซับการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
+ ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 39.37 จุด หรือ 0.62% ที่ระดับ 6,378.04 จุด แต่ลดลง 0.6% ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับแรงกดดันจากข้อมูล
เศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีน และจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 194.90 จุด หรือ 1.08% แตะที่ 18,291.80 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้น เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่ง รวมทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจจีนที่สดใส หลังจากมีรายงานว่ายอดปล่อยเงินกู้ของธนาคารจีนปรับตัวสูงขึ้น
- สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน พ.ย.เพิ่มขึ้น 88 เซนต์ หรือ 1.9% ปิดที่ 47.26 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ (16 ต.ค.) เนื่องจากสัญญาณการปรับตัวลดลงของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ









