รบ.เตรียมดัน"บ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย" ดึงกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาฯลงขันลักษณะ"โซเชียล เอ็นเตอร์ไฟรส์" สร้างบ้านในพื้นที่ราชพัสดุ-รฟท.ทั่วปท.
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เตรียมโครงการสร้างบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยราคาไม่เกิน 5 แสนบาท หลังประกาศมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกระตุ้นธุรกิจอสังหาฯเป็นการทั่วไป
วานนี้(16 ต.ค.) นายสมคิด ได้เรียกผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 3 สมาคมเข้าหารือที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้ามาช่วยเหลือภาครัฐ ในการสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้รายได้น้อย เนื่องจากเห็นว่ามีความเชี่ยวชาญและเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯของภาครัฐโดยตรง
ทั้งนี้ โครงการสร้างที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 5 แสนบาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยพูดถึงก่อนหน้านั้น แต่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังหารือร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า นายสมคิด นอกจากจะเรียกผู้ประกอบการมาหารือถึงมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ที่รัฐบาลได้ประกาศออกไปว่ามีผลอย่างไรต่อภาพรวมเศรษฐกิจแล้ว ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงสิ่งที่รัฐบาลต้องการ คือ ต้องการให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านทางด้านอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาช่วยภาครัฐสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งหมายรวมถึง ประชาชนทุกกลุ่ม
“ปัจจุบันภาครัฐมีเครื่องมือในการช่วยเหลือ ให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย โดยผ่านการเคหะแห่งชาติ แต่เนื่องจากการเคหะฯ มีข้อจำกัดในการดำเนินงาน จึงต้องการให้เอกชนเข้ามาช่วย จึงมอบหมายให้เอกชนไปร่วมหารือว่า จะช่วยได้แค่ไหน และให้สรุปผลภายใน 1 เดือนนับจากนี้”นายอภิศักดิ์ กล่าว
ใช้ที่ราชพัสดุสร้างบ้านคนมีรายได้น้อย
ทั้งนี้ รูปแบบเบื้องต้นที่จะให้เอกชนภาคอสังหาริมทรัพย์ เข้าร่วมสร้างบ้านเพื่อผู้มีรายได้น้อย คือ ให้ผู้ประกอบการนำงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับดำเนินกิจกรรม เพื่อสังคมหรือที่เรียกว่า งบซีเอสอาร์ มาร่วมกันจัดตั้งบริษัทเพื่อร่วมกันสร้างบ้าน ในลักษณะที่ไม่มุ่งหวังกำไร หรือที่เรียกว่า Social Enterprise ในพื้นที่ราชพัสดุในเขตชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ประมาณ 1-1.5 หมื่นบาท สามารถเข้ามาซื้อและผ่อนชำระได้
“ในหลักการของเรื่องนี้ กระทรวงการคลัง จะเป็นผู้จัดหาที่ดินเพื่อดำเนินโครงการ ซึ่งอาจจะเป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ หรือที่ดินการการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมีสัญญาการเช่าระยะยาวไม่ได้ซื้อขาดเหมือนการซื้อขายบ้านทั่วไป โดยได้ตั้งโจทย์ให้กรมธนารักษ์ ไปสำรวจที่ราชพัสดุที่ในอยู่เขตเมือง หรือหัวเมืองในต่างจังหวัด เพื่อดำเนินโครงการนี้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการใช้ชีวิต ไม่ใช่ที่ดินที่อยู่ในป่า หรืออยู่ห่างไกลความเจริญ”นายอภิศักดิ์ กล่าว
ดึงเงินซีเอสอาร์อสังหาฯร่วมโครงการ
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของไทย ใช้เงินจำนวนมากในการทำซีเอสอาร์ เช่น โครงการปลูกป่า สร้างโรงเรียนหรือวัด เป็นต้น แต่โครงการนี้ กระทรวงการคลังต้องให้ผู้ประกอบการทั้งหมดรวมตัวเป็นกลุ่มเดียวกันแล้วดำเนินโครงการบ้านคนจนเพื่อให้คนที่จนจริงๆ ในสังคมสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ โดยมั่นใจว่า ภาคเอกชนจะมีศักยภาพในการดำเนินโครงการดังกล่าวได้รวดเร็ว และดีกว่าการเคหะแห่งชาติ
“ในที่ประชุมได้เสนอให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ 3 สมาคมประกอบด้วย สมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยและสมาคมอาคารชุดไทยไปค้นคิดวิธีการว่าจะดำเนินโครงการนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่กระทรวงการคลังตั้งเอาไว้คือ เรามีที่ดินเพื่อดำเนินโครงการและราคาบ้านต้องอยู่ประมาณ 5 แสนบาท สามารถผ่อนส่งได้ประมาณเดือนละ 3-4 พันบาท โดยเป็นการดำเนินโครงการในลักษณะกิจการเพื่อสังคม “Social Enterprise” เพื่อไม่ให้มีภาระภาษี”เขากล่าว
สมาคมการค้ากลุ่มอสังหาฯพร้อมหนุน
ด้านนายอธิป พีชานนท์ ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง กล่าวว่า สมาคมฯพร้อมสนับสนุนโครงการของรัฐบาล และจะไปหารือกันในรายละเอียดที่จะทำให้โครงการเดินหน้าไปได้ โดยในเบื้องต้น เห็นว่า หากกำหนดราคาบ้านในระดับดังกล่าว รูปแบบการก่อสร้างน่าจะออกมาเป็นคอนโดมิเนียม หรือ ทาวน์เฮ้าส์ เพราะจะมีพื้นที่และต้นทุนที่ถูกกว่าบ้านเดี่ยว โดยสมาคมจะพยายามคงคุณภาพของวัสดุและรูปแบบการก่อสร้างให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
การดำเนินโครงการในลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีปัจจัยประกอบสำคัญ เช่น 1.ราคาที่ดินที่กรมธนารักษ์จะเปิดให้เช่าและมีพื้นที่ที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะการก่อสร้างบ้านเพื่อขายหรือเช่านั้น จะต้องคำนึงถึงทำเลที่เหมาะสมด้วย 2.หากการก่อสร้างออกมาในรูปแบบคอนโดมิเนียม ข้อจำกัดในแง่เงื่อนไขการก่อสร้างตามกฎหมายการก่อสร้างอาคารจะต้องผ่อนปรนด้วยหรือไม่ โดยเงื่อนไขที่อาจเป็นอุปสรรค เช่น จำนวนที่จอดรถ ถังน้ำสำรอง เป็นต้น
สำหรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลได้ประกาศออกมานั้น นายอธิปมองว่า จะส่งผลดีต่อภาพรวมทั้งในแง่ผู้ซื้อและผู้ขาย โดยส่วนของผู้ขายเชื่อว่า การแข่งขันด้านราคา และแคมเปญต่างๆ จะเกิดขึ้น เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ เพราะนับจากไตรมาสแรกของปียอดขายของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวมาตลอด จนกระทั่งรัฐบาลประกาศมาตรการออกมา ซึ่งจะทำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้น
“เราจะไปหารือกันภายในเพื่อดำเนินโครงการนี้ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วย หลังจากที่รัฐบาลได้ช่วยเหลือออกมาตรกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้ยอดการจองบ้านในงานคอนโดมิเนียมเพิ่มจากปีก่อนถึง 2 เท่า”เขากล่าว
มาตรการหนุนประชาชนตัดสินใจซื้อ
ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ผู้จัดการบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ทางสมาคมได้ปรับยอดขายอาคารชุดทั้งระบบในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จากเดิมในปีนี้คาดว่าในปีนี้จะมียอดขาย 3.1 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.3 แสนล้านบาท หรือ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดขายรวม 2.9 แสนล้านบาท และปีหน้า จากเดิมคาดว่า ยอดขายจะอยู่ที่ 0-5% ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5-10% เนื่องจาก มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ได้ส่งผลให้ประชาชนตัดสินใจซื้อบ้านได้เร็วขึ้น
นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ จากสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ได้มีการหารือว่า วงเงินที่ใช้สำหรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จำนวน 1 หมื่นล้านบาทนี้ น้อยไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ ได้รับทราบมาว่า สถาบันการเงินอื่นได้มองเห็นศักยภาพของมาตรการนี้ และเตรียมออกแพ็คเกจสินเชื่อเพื่อสนับสนุนมาตรการ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ฟื้นได้นับจากปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า
แหล่งข่าวจากกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการลงทุนของเอกชน กรณีที่นำรายได้ที่เกิดจากโครงการลงทุนในกิจการเพื่อสังคม หรือ Social business จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ปัจจุบันเก็บในอัตรา 20% เพื่อให้เอกชนที่ลงทุนในกิจการเพื่อสังคมไม่มีภาระภาษี








