วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Auto Sector - เท่าตลาด

ยอดผลิตรถเดือน ก.ย.เติบโตจากตลาดส่งออก

ยอดผลิตรถ ก.ย. เติบโต 4%YoY ได้ตลาดส่งออกหนุน

สภาอุตสาหกรรมรายงานตัวเลขยอดผลิตรถยนต์เดือน ก.ย. ที่ 1.71 แสนคัน ปรับเพิ่มขึ้น 4% YoY และ 8% Mom หลักๆมาจากกการเติบโตของตลาดส่งออกซึ่งอยู่ที่ 1.25 แสนคัน เพิ่มขึ้น 28%YoY เนื่องจากมีการส่งออกรถกระบะรุ่นใหม่ไปยังตะวันออกกลางและส่งออกรถอีโคคาร์ไปตลาดยุโรปและตลาดอเมริกาเหนือได้มากขึ้น ส่วนตลาดในประเทศยังคงปรับลดลงต่อเนื่อง YoY เป็นเดือนที่ 29 ติดต่อกัน อยู่ที่ 6.2 หมื่นคัน ลดลง 10%YoY ซึ่งเป็นผลจากมาตราการรถคันแรกที่ดึงอุปสงค์ล่วงหน้าตั้งแต่ 2 ปีก่อน กอปรกับเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว

ภาพรวม 3Q58 ยอดผลิตรถยนต์อยู่ที่ 4.97 แสนคันปรับเพิ่มขึ้น 20%QoQ และ 9%YoY ซึ่งนอกจากจะเติบโตจากผลของฤดูกาลที่ไตรมาส 2 เป็น Low season ของอุตสาหกรรม พบว่าการผลิตของตลาดรถกระบะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ หลังจากไตรมาสก่อนค่ายรถโตโยต้ามีการหยุดสายการผลิตรองรับโมเดลใหม่ที่เริ่มออกมาในช่วงครึ่งปีหลัง

สภาอุตสาหกรรมหั่นเป้าผลิตรถปีนี้ลงเหลือ 1.95 ล้านคัน ใกล้ประมาณการของเรา

เรามองประเด็นการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ ซึ่งเปลี่ยนจากการจัดเก็บตามกระบอกสูบเป็นตามการปล่อยมลพิษ มีผลให้ราคารถในปี 59 จะสูงขึ้นเฉลี่ย 5-10% ซึ่งถือเป็นปัจจัยระยะสั้นที่กระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศในช่วง 4Q58 นี้ อย่างไรก็ตามเรามองว่าจะเป็นลบต่ออุปสงค์การบริโภครถยนต์ในปีหน้าหากค่ายรถยนต์ไม่มีการปรับลดราคาหรือปรับเทคโนโลยี ทั้งนี้ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าส่งผลให้ทางสภาอุตสาหกรรมมีการปรับลดเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปี 58 จากเดิมที่ 2 ล้านคัน เหลือ 1.95 ล้านคัน (+4%YoY) ลงมาเท่ากับประมาณการของเรา โดยคาดยอดขายในประเทศปีนี้ที่ 7.5 แสนคันปรับลดลง 15%YoY และคาดยอดส่งออกปีนี้ที่ 1.2 ล้านคัน เติบโต 7%YoY โดยเราคาดกลุ่มยานยนต์ที่เราศึกษา 5 บริษัท (AH , IHL , IRC , SAT และ STANLY) มีกำไรสุทธิในปี 58 เพิ่มขึ้น 11% YoY อยู่ที่ 2.9 พันล้านบาท

การไม่เข้าร่วม TPP ยังไม่กระทบในระยะสั้น

ประเด็นที่ประเทศไทยไม่เข้าร่วมสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย – แปซิฟิก (TPP) แม้จะเป็นประเด็นข่าวในเชิงลบ แต่เรามองว่าในระยะสั้น 2-3 ปีข้างหน้ายังไม่ได้รับผลกระทบ สำหรับอัตราภาษีระหว่างประเทศคู่ค้าที่อยู่ในกลุ่ม TPP ในการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในอัตราที่ต่ำอยู่แล้ว โดยชิ้นส่วนรถยนต์อยู่ในอัตรา 0 -3% และชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์อยู่ในอัตรา 0-10% จะมีเพียงรถสำเร็จรูปสำหรับรถโมเดลกระบะ ที่ส่งไปสหรัฐที่มีอัตราภาษี่สูง 14.5-25% แต่เนื่องจากเงื่อนไขทางภาษีระหว่างกลุ่ม TPP เป็นทยอยปรับลดภายใน 30 ปีให้เหลือ 0% จึงยังไม่เห็นผลกระทบที่ชัดเจน และยังมีทางออกปัญหาโดยสร้างกลุ่มพันธมิตรในอาเซียน หรือการขอเข้าร่วม TPP ในรอบหน้า

ให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” ผ่านช่วงแย่สุดไปแล้ว แต่คาดฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มยานยนต์ “เท่ากับตลาด” เรามองว่าผลประกอบการหุ้นกลุ่มยานยนต์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดว่าจะกลับมาเติบโตได้ในปีหน้า เรายังคงเลือก IRC (มูลค่าพื้นฐาน 26.40 บาท) เป็น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจากมีผลประกอบการที่เติบโตดีกว่ากลุ่ม โดยคาดกำไรสุทธิเติบโตราว 39% YoY โดยประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดีขึ้น จากต้นทุนยางซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คาดราคาปรับลดลงเฉลี่ย 16%YoY จากภาวะราคายางในตลาดซึ่งมีอุปทานส่วนเกินอยู่ สำหรับราคาหุ้นปัจจุบัน IRC ซื้อขายที่ P/E เพียง 8.8 เท่า ซึ่งถือว่ายังถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 12 เท่า นอกจากนี้คาด IRC ยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4.6% จากราคาปัจจุบัน