สรุปสภาวะตลาดสหรัฐและยุโรป (8 – 14 ต.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น DJIA +0.1% หลังรายงานการประชุมเฟด เดือน ก.ย.ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามีโอกาสที่เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ตามการปรับตัวขึ้นเป็นไปอย่างจำกัดเมื่อ Wal-Mart ปรับลดคาดการณ์รายได้ปี 2558 ลง ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลง DAX -0.6%, CAC ฝรั่งเศส -1.3% และ FTSE -1.1% จากการปรับตัวลงของกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (8 – 14 ต.ค. 2558)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 3.8% หลังจากหยุดยาวในวันที่ 1-7 ต.ค. โดยปรับตัวขึ้นตามตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ตลาดปิดทำการจากแรงเก็งกำไรต่อประเด็นการเลื่อนขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดออกไป รวมถึงแรงเก็งกำไรว่ารัฐบาลจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าตัวเลขการนำเข้าเดือน ก.ย.จะหดตัวแรงกว่าที่ตลาดคาด รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ส่งสัญญาณเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมากขึ้นก็ตาม
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (8 – 14 ต.ค. 2558)
SET INDEX ปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และการฟื้นตัวของหุ้นหลักในกลุ่มธนาคาร นำโดย BAY แม้จะมีแรงขายทำกำไรในกลุ่มพลังงาน / ปิโตรเคมีที่ดีดตัวขึ้นเด่นในสัปดาห์ก่อน แต่แนวรับ 1,400 จุดยังสามารถทำงานได้แข็งแกร่ง ปิดที่ระดับ 1,405.88 จุด เพิ่มขึ้น 11.42 จุด หรือ +0.82% ณ วันที่ 14 ต.ค.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (16 – 22 ต.ค. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลางถึงบวก” สัปดาห์ที่ 2 หลัง SET INDEX สามารถยืนเหนือ 1,400 จุดได้อย่างแข็งแกร่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา อีกทั้งเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดเอเชียเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย ที่เป็นการซื้อสุทธิในตลาดหุ้น และ Long สุทธิใน SET50 Index Futures พร้อมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สรัหบฯ อย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเอื้อต่อบรรยากาศการเก็งกำไรต่อตลาดหุ้นไทยที่พักฐานมาตลอด 6 เดือน โดยประเมินด่านสำคัญของการฟื้นตัวในรอบนี้ไว้ที่ 1,440-1,450 จุด
ปัจจัยที่เราให้น้ำหนักในสัปดาห์หน้า ได้แก่
• ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารขนาดใหญ่ หากออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ จะเป็นสัญญาณบวกต่อกระแสเงินทุนต่างชาติให้เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยอีกระลอก เราให้โอกาสที่จะเกิด Positive Surprise ในรอบนี้สูง จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวดของธนาคาร
• ติดตามการประชุม ครม. วันอังคารที่ 20 ต.ค. มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการพิจารณาและอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการถไฟฟ้า 5 เส้นทาง และโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ ส่วนต่อขยาย
• ติดตามการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาน้ำมันดิบ NYMEX ไม่สามารถทะลุผ่าน US$50 และเกิดการซึมตัวลงสู่แนวรับ US$46/barrel เราเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบมีโอกาสดีดตัวกลับอีกระลอก จากความตึงเครียดในซีเรีย และการลดกำลังกาผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องของสหรัฐ
• และสุดท้าย ติดตามการประกาศ GDP ใน 3Q58 ของจีน ณ ปัจจุบัน Bloomberg consensus คาด 6.8% yoy ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 7.0% yoy หากออกมาตามที่ตลาดคาดหรือต่ำกว่า เชื่อว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางการจีนออกมาในสัปดาห์หน้าพร้อมกัน
กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำ “ซื้อเก็งกำไรหุ้นเป้าหมายหากเกิดการย่อตัวระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย เพื่อไปรอขายทำกำไรรอบนี้บริเวณ 1,440 จุด +/-“ ทั้งนี้มุ่งเน้นหุ้นที่เกาะกระแสไปกับนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นสำคัญ หรือ หุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานใน 3Q58 จะออกมาเติบโตโดดเด่นกว่าที่ตาดคาดการณ์ไว้
ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. ติดตามการทยอยประกาศงบ 3Q58 ของกลุ่มธนาคาร จะทยอยจนเสร็จสิ้นรอบนี้วันที่ 21 ต.ค. และจะตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่ใช่ธนาคาร
2. ติดตามการประชุม ครม. ทุกวันอังคาร และ ครม.ด้านเศรษฐกิจ ทุกวันพุธ
3. ติดตามการประชุม ECB วันที่ 22 ต.ค. ณ ปัจจุบัน Bloomberg consensus คาด ECB คงนโยบายการเงินและเป้าหมายเข้าซื้อสินทรัพย์ 6.0 หมื่นล้านยูโร/เดือน แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อล่าสุดจะติดลบ กดดันภาวะเงินฝืดในอียู ก็ตาม
4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ และ PMI ภาคการผลิต – บริการ ของอียู / ดัชนีราคาบ้าน – ยอดค้าปลีก ของอังกฤษ / ผลผลิตภาคอุตฯ และ ยอดก่อสร้างบ้าน ของสหรัฐ / ดุลการค้า และ ดัชนีชี้นำ ของญี่ปุ่น / ยอดค้าปลีก – ผลผลิตภาคอุตฯ และ GDP ของจีน









