วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (15 ต.ค.58)

ความวิตกคลาย

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้มีปัจจัยบวกในประเทศหลายประการ กับปัจจัยทั้งบวกและลบจากต่างประเทศ ภายในประเทศความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ดีขึ้นมุมมองบวกต่อ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และจานวนผู้ใช้บริการสนามบินล้วนหนุนตลาด ต่างประเทศตัวเลขเงินเฟ้อและยอดค้าปลีกสหรัฐที่กลับอ่อนแอยิ่งลดความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ของ Fed ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่แย่ลงของจีนและญี่ปุ่นทาให้มีความคาดหวังมากขึ้นว่าจะต้องมีมาตรการกระตุ้นออกมาอีก


หุ้นเด่นวันนี้: LPN (ราคาปิด 17.70 บาท, NR, ราคาเป้าหมาย Bloomberg 19.02 บาท)

ผลการดาเนินงานที่ดีของ LPN น่าจะยิ่งแข็งแกร่งเข้าไปอีกจากนโยบายรัฐบาลล่าสุดที่กาลังมา แม้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศน่าจะไม่ดีนักในปี 58 นี้ แต่ยอดขายของไตรมาส 2 ปีนี้พุ่ง 112% สู่ระดับ 5 พัน ลบ. ขณะที่กาไรสุทธิกระโดด 124% เป็น 822.3 ลบ. บริษัทได้ประโยชน์จากมาตรกระตุ้นภาครัฐที่จะกระตุ้นเอสเอ็มอี ได้แก่ สินเชื่อดอกเบี้ยต่า 1 แสน ลบ. โดยธนาคารออมสิน ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้มีรายได้ปานกลางและอานาจจับจ่าย นอกจากนี้ LPN ยังจะได้ประโยชน์จากอีกมาตรการที่กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์โดยตรงที่พึ่งจะประกาศเมื่อวันที่ 13 ต.ค. โดยการลดค่าจดจานองและค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01% น่าจะกระตุ้นยอดขายภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมขณะเดียวกันก็ยังให้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ถึง 20% ของราคาบ้านมูลค่าต่ากว่า 3 ลบ. ซึ่งเป็นส่วนหลักที่ LPN ทาธุรกิจอยู่โดยตรง (75% ของที่อยู่ออกขายใหม่ในปี 57 มีมูลค่าไม่เกิน 3 ลบ. ต่อหน่วย) ประมาณการ Bloomberg คาดว่ากาไรสุทธิต่อหุ้นปี 58 จะอยู่ที่ 1.79 บาท หรือเติบโตขึ้น 31.0% แม้แต่ราคาเป้าหมายที่ 19.02 บาท คานวณจาก PEG ratio ที่ 0.32 เท่า ดังนั้น เราเชื่อว่ามีอัพไซด์พอสมควรสาหรับราคาซื้อขายในปัจจุบัน โดยปัจจุบันได้เกิด Daily Buy Signal มาระยะหนึ่งแล้ว โดยหากสัปดาห์นี้ Price Pattern ของ LPN สามารถปิดตลาดเหนือ 17.50 บาท จะทาให้กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ และหากเดือนนี้ Price Pattern ของ LPN สามารถปิดตลาดเหนือ 17.70 บาท จะทาให้กลับมาเกิด Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งคงต้องติดตามดู Price Pattern ของ LPN จะสามารถกลับมาเกิด Weekly & Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ได้หรือไม่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ LPN ที่ได้สามารถ Break เป้าหมายแรกที่ 17.40 บาทไปได้แล้ว คาดว่า LPN น่าจะปรับตัวขึ้นไปต่อเพื่อทดสอบเป้าหมายเบื้องต้นที่ 18.90 บาทได้ต่อไป โดยหาก Price Pattern ของ LPN สามารถกลับมาเกิด Weekly & Monthly Buy Signal ครั้งใหม่ได้จริง นัยว่าจะเห็นการ Break เป้าหมายเบื้องต้นที่ 18.90 บาทไปได้ โดยคาดว่าจะไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 20.10 บาท และเป้าหมายสาคัญที่ 21.30 บาทได้ตามลาดับ (แนวต้าน: 17.90, 18.10, 18.30; แนวรับ: 17.60, 17.40, 17.20)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

- ยอดผู้โดยสำรสุวรรณภูมิทำสถิติ จานวนผู้โดยสารเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพิ่มขึ้นเกือน 13% สาหรับช่วงปีนี้สิ้นสุดเดือน ก.ย. ทาสถิติที่ 52.4 ล้าน โดยเป็นผู้โดยสารต่างชาติ 43.9 ล้านรายหรือเพิ่มขึ้น 15.5% แต่ผู้จัดการทั่วไปของสุวรรณภูมิได้ระบุว่าแนวโน้มเดือน ต.ค. น่าจะโตแผ่วลงเป็น 9.7% แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียด (Bangkok Post)

- เอดีบีหั่นคำดกำณ์เติบโตเศรษฐกิจไทย ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ปรับลดการเติบโตปี 59 เป็น 2% จากเดิม 4% ต่ากว่าคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 3.7% อยู่พอสมควร วีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธานคณะกรรมการ ธปท. กล่าวว่าอาจใช้เวลาถึง 5 ปีเศรษฐกิจไทยถึงจะเติบโตอีกทีได้ (Bangkok Post)

- สภาอุตสำหกรรมมองไตรมำส 4/58 ดีขึ้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) มองเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราเร่งไตรมาส 4/58 จากการที่รัฐบาลมีแผนกระตุ้นช่วงที่เหลือของปีมากมายในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดคือการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งน่าจะส่งผลมากขึ้นในไตรมาส 1/59 (The Nation)

- ควำมเชื่อมั่นธุรกิจดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือนจาก 82.4 ในเดือน ส.ค. มาอยู่ที่ 82.8 ในเดือน ก.ย. (The Nation)

- EASTW (11.30 บ,) เปิดเผยว่าบริษัทฯ กาลังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้สาหรับการป้อนนาดิบให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) ในจังหวัดตากและกาญจนบุรี โดยคาดว่าบริษัทฯ น่าจะได้ข้อสุปภายในปีนี้ โดย EASTW เชื่อว่าการลงทุนใน SEZs จังหวัดตากและกาญจนบุรีจะทาให้บริษัทฯ สามารถแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) จากอินเดียไปถึงเวียดนาม ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับ SEZs หลังจากการรวมกลุ่มประเทศอาเซียนได้เกิดขึ้น (Bangkok Post)

- TRUE: ทรูมูฟอาจต้องจ่ายเงินให้รัฐ 1.028 หมื่น ลบ. สาหรับมาตรการเยียวยาช่วงหลังตั้งแต่ ก.ค. ปีก่อนถึงปีนี้ คณะทางาน กสทช. ระบุ ด้าน ADVANC (232 บาท ราคาเป้าหมายปี 59 271 บาท) บริษัทลูกคือดีพีซีอาจต้องจ่าย 3 ร้อย ลบ. (The Nation) ความเห็น: ประเด็นพิพาทนี้ยังพึ่งเริ่ม ไม่ได้ยุติแล้ว ดังนั้นน่าจะต้องใช้เวลาหลังจากนี้อีกนานกว่าจะยุติ คาดว่าน่าจะทาให้อารมณ์ต่อหุ้นดังกล่าวเป็นลบ แต่ก็ยังไม่น่าจะมากมายนัก

ต่ำงประเทศ:

- ข้อมูลที่ออกมำอำจทำให้เฟดเลื่อนกำรขึ้นอัตรำดอกเบี้ย ยอดค้าปลีกสหรัฐและรายงานภาวะเงินเฟ้อที่อ่อนแอระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเสียแรงผลักดันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโลกและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นกระตุ้นความคาดหวังว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงปีหน้า (Reuters)

- ดอลลำร์สหรัฐร่วงลงต่ำสุดในรอบ 7 สัปดำห์ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ เนื่องจากสัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวอาจเป็นเหตุให้เฟดยกเลิกแผนที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ดัชนีเงินดอลลาร์ล่าสุดลดลง 0.85% อยู่ที่ 93.957 จุด เมื่อเทียบกับเงินเยน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 0.77% อยู่ที่ 118.81 เยน ส่วนเงินยูโรแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ครึ่งเทียบกับดอลลาร์สหรัฐซึ่งล่าสุดแข็งค่าขึ้น 0.84% อยู่ที่ 1.1471 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)

สหรัฐ: 

- ดัชนีหุ้นในตลำดวอลล์สตรีทปรับตัวลงเมื่อวันพุธ จากการคาดการณ์ผลประกอบการที่อ่อนแอจากวอลมาร์ทและผลการดาเนินงานที่น่าผิดหวังของ JP Morgan Chase & Co เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มกาไรของบริษัทในสหรัฐ ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนแอจากสหรัฐและจีนอีกทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่าทาลายความอยากลงทุนในหุ้น ตัวเลขค้าปลีกสหรัฐแทบไม่เพิ่มขึ้นในเดือนก.ย. มีน้าหนักต่อหุ้นในภาคธุรกิจต่าง ๆ (Reuters)

- ผลประกอบกำรมีทั้งบวกและลบ ธนาคารขนาดใหญ่ 3 แห่งของสหรัฐได้ประกาศผลประกอบการ มีเพียง Wells Fargo ที่มีรายรับเพิ่มขึ้น ส่วน JP Morgan รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/58 ซึ่งต่ากว่าที่คาดการณ์ไว้ (Reuters)

- ตัวเลขค้ำปลีกสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย. จากราคาน้ามันที่ถูกลงวัดจากใบเสร็จของสถานีให้บริการน้ามัน ส่วนยอดขายในเดือนส.ค. ถูกปรับตัวเลขลงเป็นไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เพิ่มขึ้น 0.2% จากรายงานของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (Reuters)

- ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนแอ ราคาผู้ผลิตลดลง 0.5% ในเดือนที่แล้วซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับแต่เดือนม.ค. ส่วนดัชนีผู้ผลิต (PPI) ลดลง 1.1% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาถึงเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 ในช่วง 12 เดือน (Reuters)

ยุโรป:

- ตลำดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน กดดันจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาน่าผิดหวัง รวมถึงความกังวลค่อการถดถอยของเศรษฐกิจจีน (Reuters)


เอเชีย:

- ดัชนีรำคำผู้บริโภค (CPI) ของจีนในเดือน ก.ย. อ่อนแอมำกกว่ำคำด เนื่องจากราคาอาหารซึ่งเป็นปัจจัยสาคัญในการคานวณดัชนีขยายตัวน้อย โดยดัชนี CPI เดือน ก.ย. ปรับตัวสูงขึ้น 1.6% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งชะลอลงจากอัตราการขยายตัว 2.0% ในเดือน ส.ค. ที่เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 13 เดือน ยิ่งไปกว่านั้นดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในจีนเดือน ก.ย. ปรับตัวลดลง 6% ซึ่งเป็นการหดตัวระดับเดียวกับเมื่อเดือน ส.ค. ก่อนหน้า และเป็นการลดลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 ขณะที่ดัชนีดังกล่าวได้ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่ 43 แล้ว (Reuters)

- จีนมีกำหนดจะประกำศตัวเลข GDP งวด 3Q15 ในสัปดำห์หน้ำ (วันจันทร์ที่ 19 ต.ค.) ซึ่งตลาดจับตามองว่าการขยายตัวของ GDP จีนจะออกมาน้อยกว่าระดับ 7% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤติการณ์ทางการเงินหรือไม่ (Reuters)

- ความเชื่อมั่นภำคอุตสำหกรรมญี่ปุ่นแย่ลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือน ต.ค. และคาดว่าจะแย่ต่อไปอีก เพิ่มความวิตกกังวลว่าจะกลับมาเกิดเศรษฐกิจถดถอยได้อีก ทาให้คาดกันว่ารัฐบาลต้องออก มาตรการกระตุ้นรอบใหม่ออกมาอีก ดัชนีรอยเตอร์/ทังกัน สาหรับภาคอุตสาหกรรมร่วงลงมาอยู่ที่ 7 ในเดือน ต.ค. จาก 9 ในเดือน ก.ย. ใกล้เคียงระดับต่าสุดในเดือน พ.ค. 2013 ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่ความเชื่อมั่นแย่ลง กลั่นน้ามัน เคมี อาหาร และยานยนต์ ดัชนีที่มองไปข้างหน้าก็ลดลงไปอยู่ที่ 24 สาหรับเดือน ม.ค. (Reuters)

- กังวลขึ้น VAT ปี 2017 การที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องดาเนินตามแผนการคลังที่กาหนดไว้ว่าต้องขึ้น VAT จาก 8% เป็น 10% ในเดือน เม.ย. 2017 เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นก่อให้เกิดความวิตกกังวลให้บรรดาฝ่ายการเมืองว่าอาจจะทาให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยเหมือนการขึ้น VAT เมื่อเม.ย. 2014 (Reuters)

สินค้ำโภคภัณฑ์:

- รำคำทองปรับขึ้นจำกข่ำวร้ำย ราคาทองสปอทของสหรัฐเพิ่มขึ้น 16.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หรือ 1.40% เป็น 1,184.81 ต่อออนซ์หลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนครึ่งซึ่งอยู่ที่ 1,190 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในระหว่างวัน ราคาโลหะมีค่าถูกหนุนจากค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัว (Reuters)

- น้ำมันลงจำกควำมกังวลอุปทำนส่วนเกิน ราคาน้ามันปรับลงในวันพุธและยังลงต่อหลังช่วงเวลาซื้อขายกดดันจากความกังวลต่ออุปทานส่วนเกิน จากรายงานของโอเปคได้ผลิตน้ามันเพิ่มขึ้นอีก 110 พันบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ย. เทียบกับเดือน ส.ค.ซึ่งยังมากกว่าอุปสงค์ของตลาดในปี 58 ซึ่งอยู่ที่ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ามันดิบสหรัฐปรับลดลง 2 เซนต์ เป็น 46.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ามันเบรนท์ลดลง 9 เซนต์ มาอยู่ที่ 49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)