วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (8 ต.ค.58)

ความหวังจากมาตรการ

คาดหุ้นไทยเดินหน้าต่อวันนี้ นักลงทุนโลกกำลังคาดหวังว่าธนาคารกลางที่สำคัญของโลกอย่าง ECB และ BOJ กำลังจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ถ้ารายงานการประชุม Fed ล่าสุดบ่งชี้การเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยอีก จะยิ่งเป็นแรงหนุนตลาดหุ้นต่อไปอีก ในขณะที่ภายในประเทศ ข่าวยอดขายรถยนตร์ที่ชะลอลงต่อเนื่อง และประธานสภาอุตสาหกรรมมองเศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตได้ใกล้ 3% ไม่น่ามีผลต่อตลาดมากนัก

หุ้นเด่นวันนี้: PTTGC (ราคาปิด 61.00 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS ปี 59 80.50 บาท; ราคาเป้าหมาย ปี 58 Bloomberg 67.60 บาท)

PTTGC นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบโลกอย่างแท้จริง โดยธุรกิจปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่โดยปกติได้รับอานิสงค์จากวงจาขาขึ้นของโอเลฟืนส์อยู่แล้วจะได้รับประโยชน์เต็มที่มากขึ้น ด้วยส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นแปรตามกัน ขณะที่ต้นทุนก๊าซของ PTTGC ค่อนข้างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงโดยเปรียบเทียบ ส่วนต่างราคา HDPE และต้นทุน Naphtha ในภูมิภาคที่ถือว่าอยู่ในระดับสูงราว 700-800 ดอลลาร์ฯต่อตันมาโดยตลอดสะท้อนถึงความต้องการใช้ขั้นพื้นฐานในภูมิภาคที่ยังคงแข็งแกร่งรวมถึงวงจรขาขึ้นดังกล่าว แม้จะมีความกังวลของเศรษฐกิจจีนเข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม ถึงแม้ปีนี้จะมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมีค่อนข้างมากแต่ยังเชื่อว่ากำไรสุทธิยังสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 48% YoY เนื่องจากธุรกิจโรงกลั่นจะไม่เผชิญกับขาดทุนสต็อกน้ำมันมหาศาลเช่นในปีที่แล้วและยังขับเคลื่อนผลการดำเนินงานปกติที่แข็งแกร่ง ก่อนที่กำไรสุทธิจะเติบโตต่อเนื่องอีก 30% YoY ในปี 2559 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวและธุรกิจโอเลฟินส์ในช่วงขาขึ้นตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ขณะนี้จะไม่มีการปิดซ่อมโรงงานหลักๆ ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside 32.0% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จูงใจอีกราว 5.1% ในส่วนของ Price Pattern ของ PTTGC ได้กลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ตามการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ WTI โดยคาดว่าระยะสั้นน่าจะได้เห็นการปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายสำคัญที่ 62.50 บาท และหากสามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 62.50 บาทสำเร็จ คาดว่าจะปรับตัวขึ้นไปต่อเพื่อทดสอบเป้าหมายหลักที่ 66.25 บาทต่อไป นอกจากนี้หากสามารถปิดตลาดรายสัปดาห์ได้เหนือ 57.75 บาท จะทำให้ Price Pattern กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้มีความแข็งแกร่งในการปรับตัวขึ้นมากยิ่งขึ้น (แนวต้าน: 61.50, 62.00, 63.00; แนวรับ: 60.25, 59.25, 58.75)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ประธาน สอท.เชื่อมั่นเศรษฐกิจกลับมาประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เชื่อมั่นว่า GDP จะโตใกล้ 3% ในปีนี้เพราะการอัดฉีดงบตามที่คาดของรัฐบาลราว 2 แสน ลบ. เข้าสู่เศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 58 และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว (The Nation)

• กังวลหมอกควันปกคลุมภาคใต้หมอกควันใน จ.ภูเก็ตได้แตะระดับสูงสุดในช่วงบ่ายวานนี้ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ระบุว่าได้มีตัวแทนคอยตรวจดูสถานการณ์อยู่อย่างใกล้ชิดท่ามกลางความกังวลว่าจะกระทบภาคการท่องเที่ยวระหว่างช่วงเทศกาลกินเจ (Bangkok Post)

• โตโยต้าคาดยอดขายรถชะลอตัว โตโยต้ามอเตอร์ประเทศไทยคาดว่ายอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์จะอยู่ระหว่าง 7.6-7.7 แสนคันจากภาวะเศรษฐกิจชลอตัวและได้ปรับเป้ายอดขายของบริษัทปีนี้ลงจาก 2.8 แสนคัน เป็น 2.65 แสนคัน (The Nation)

• ความกังวลต่อ MERS กลับมาอีก ชายวัย 62 ปี จังหวัดยะลาซึ่งกลับมาจากพิธีฮัจญ์เมื่อวันที่ 4 ต.ค.มีอาการคล้ายผู้ป่วย MERS จึงถูกนำส่งโรงพยาบาลให้สังเกตอาการ 14 วัน (The Nation)

ต่างประเทศ:

• มีความหวังเกี่ยวกับนโยบาย แนวโน้มที่ธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางญี่ปุ่นจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะช่วยเสริมนโยบายของธนาคารกลาง กอรปกับความคาดหวังว่าเฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงปี 2559 (Reuters)

• เฟดจะเผยแพร่รายงานการประชุมฉบับเดือนก.ย. ในวันนี้ นักลงทุนจะพิจารณาข้อความในรายงานอย่างละเอียดเพื่อหาเบาะแสว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้หรือจะรอจนถึงปีหน้า (Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น จากการที่หุ้นขึ้นเนื่องจากมีความคาดหวังว่าเฟดอาจเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.065% จากการซื้อขายในตลาดเอเชียในช่วงเช้าวันนี้ เพิ่มขึ้นจากราคาปิดของสหรัฐเมื่อวันพุธที่ 2.060% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวยังแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 2.086% ในช่วงข้ามคืนอีกด้วย (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีหุ้นในตลาดวอลล์สตรีทปิดบวกเมื่อวันพุธ นำโดยการดีดกลับของหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพซึ่งดันให้ดัชนี S&P500 แตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ หุ้นในกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้นเช่นกันเนื่องจากราคาทองคำและเงินปรับตัวขึ้น หุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์นำโดย Regeneron และ Amgen ปรับตัวขึ้นหลังจากทั้งสองบริษัทบรรลุข้อตกลงกับ Express Scripts เกี่ยวกับยาลดคอเลสเตอรอลใหม่ 2 ตัวซึ่งมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/58 ที่จะออกมาทำให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง (Reuters)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นติดกันเป็นวันที่ 4 และทำจุดสูงสุดใน 1 เดือนในวันพุธ จากการคาดการณ์กันว่า ECB และ BOJ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม หุ้นโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นหลังจากโบรคเกอร์และผู้จัดการกองทุนเริ่มมีมุมมองมากขึ้นว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วตั้งแต่เดือนก.ย. อย่างไรก็ตามหุ้นสายการบินปรับตัวลงหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมาหลายวันติดต่อกัน(Reuters)

เอเชีย:

• BOJ ยังไม่ขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรก็ตามความคาดหวังของตลาดที่จะเห็นมาตรการที่เข้มข้นขึ้นยังคงมีอยู่ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ชะลอตัว (Reuters)

• คำสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของอุตสาหกรรมญี่ปุ่นร่วงผิดคาด 5.7% MoM ในเดือน ส.ค. ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่ใจในการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนของญี่ปุ่น ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ตัวเลขคำสั่งซื้อลดลง 3.5% ในเดือน ส.ค. หากเทียบเป็นรายปี เทียบกับนักเศรษฐศาสตร์ คาดว่าจะขยายตัว 4.2% (Reuters)

• ดุลบัญชีเดินสะพัดญี่ปุ่นเกินดุลเพิ่มสูงขึ้น ญี่ปุ่นรายงานยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 ในเดือน ส.ค. โดยตัวเลขเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านเยน (1.38 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ) สูงขึ้นอย่างมีนัยฯ จากยอดเกินดุล 2.494 แสนล้านเยนในเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินไว้ที่ 1.22 ล้านล้านเยน โดยได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยนที่ส่งผลให้รายรับจากการลงทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นรวมถึงการขาดดุลการค้าที่ลดลง ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการใช้มาตรการทางการเงินและการคลังใหม่ออกมา (Reuters)

• จีนสมัครใช้ระบบการรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจของ IMF Special Date Dissemination Standard (SDDS) ถือเป็นการปรับปรุงระบบข้อมูลเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีน ในระยะหลังเริ่มมีคำถามมากมายจากนักลงทุนถึงความน่าเชื่อถือของตัวเลขเศรษฐกิจจีน (Reuters)

• ตลาดการเงินของจีนกลับมาเปิดในวันนี้หลังจากหยุดยาวมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. (Reuters)



สินค้าโภคภัณฑ์:

• ทองร่วงจากนักลงทุนรอดูทองตลาดจรปรับลง 1.70 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 1,145.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในวันพุธ ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง การปรับตัวลงเล็กน้อยเกิดขึ้นหลังจากได้มีการปรับขึ้นและหักล้างผลบวกก่อนหน้านี้ไปบ้าง สะท้อนความไม่แน่นอนเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ (Reuters)

• น้ำมันลงจากกังวลอุปทาน NYMEX ลดลง 72 เซนต์หรือ 1.5% ปิดที่ 47.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent ปิดลง 59 เซนต์หรือเกือบ 1.1% แตะ 51.33 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามรายงานของ EIA ว่าสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา เหนือกว่าสำรวจของ Reuters ที่คาดไว้ที่ 2.2 ล้านบาร์เรล (Reuters)