ถือเงินสด (หลังจากที่แนะให้ตัดขาดทุนหากดัชนีฯ ต่ำกว่า 1360 จุดลงมา)
Market Outlook
คาดดัชนีฯ วันนี้ Zig-Zag Down แรงขายต่างชาติกดดัน แนะนำ ถือเงินสด รอตลาดหาจุด bottom
คาดดัชนีฯ วันนี้ Zig-Zag Down (รีบาวด์ สลับร่วงลง) แนวรับ 1341/1334 จุด แนวต้าน 1358/1362 จุด โดยคาดไตรมาสนี้ ดัชนีไม่ได้รับผลบวกจากการทำ window dressing (จากวานนี้เป็นวันซื้อขายวันสุดท้ายของสัญญา futures เดือน ก.ย. แต่ดัชนีไม่สามารถพลิกกลับมาปิดบวกได้) แรงกดดันหลักยังมาจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ จากแนวโน้มกระแสเงินทุนโลกที่กลับมาขายตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปริมาณสูง จากความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และการอ่อนค่าของเงินสกุลประเทศเกิดใหม่ ขณะที่
ปัจจัยในประเทศยังขาดแรงหนุนเพิ่มเติม และแนวโน้มเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปียังดูอ่อนแอ ประกอบกับสัญญาณทางเทคนิคที่กลับเป็นลบชัดเจนหลังดัชนีหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 1360 จุดลงมา จึงยังคงมุมมองเดิมว่าดัชนีมีโอกาสลงมาทดสอบจุดต่ำสุดเดิมบริเวณ 1300/1292 จุด เป็นอย่างน้อย
กลยุทธ์ แนะนำ ถือเงินสด (หลังจากที่แนะให้ตัดขาดทุนหากดัชนีฯ ต่ำกว่า 1360 จุดลงมา) อิงมุมมองดัชนีฯ มีโอกาสปรับลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิม 1300/1292 จุด หรือกรณีเลวร้ายอาจมี new low
ปัจจัยต่างประเทศ
กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ จากรายงานของบลูมเบิร์กระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิประเทศเกิดใหม่รวมกันกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 3 (ตลาดหุ้นราว 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และตลาดพันธบัตรอีกราว 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์) ซึ่งถือเป็นแรงขายรายไตรมาสที่สูงสุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตปี 2008 (ดูรูปประกอบในเล่ม) โดยประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังหลายประเทศหลักอย่างจีน รัสเซีย และบราซิลประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่ค่าเงินประเทศเกิดใหม่อ่อนค่าลงแรงกระตุ้นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่หนี้บริษัทเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในประเทศเกิดใหม่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2014 จากระดับ 2004 ล้านดอลลาร์ ในปี 2004 เพิ่มความกังวลต่อนักลงทุนถึงการใช้เงินกู้ยืมเพิ่มความการเติบโตในประเทศเกิดใหม่ และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น
ด้านประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจำนวนมาก โดยจากการรวมรวมของบลูมเบิร์กพบว่ากลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) มีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นรวมกันถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 3 สูงสุดนับตั้งแต่มีการรวมรวมตัวเลขตั้งแต่ปี 1999
เราคาดว่าแนวโน้มกระแสเงินทุนไหลออก จะยังเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยต่อไป โดยเฉพาะในช่วงที่เฟดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย ตามแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และเศรษฐกิจของประเทศที่ยังอ่อนแอ
Goldman Sachs ปรับลดเป้าดัชนี S&P500 ปีนี้ เหลือ 2,000 จุด จากเดิมคาดที่ 2,100 จุด โดยเป็นการปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นเหลือ $109 จากเดิมคาด $114 โดยให้เหตุผลจากเศรษฐกิจประเทศหลักๆ ที่อ่อนแอกว่าคาด และราคาน้ำมันที่ตกต่ำกว่าคาด ในขณะที่ระดับ PER ที่อยู่ในระดับสูงส่งผลให้อัพไซด์จำกัดลง โดยต้องเพิ่งการเติบโตของกำไรสุทธิเพียงปัจจัยเดียวในการผลักดันดัชนีฯ (ดูรูปประกอบในเล่ม) ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และนักลงทุนเริ่มลดมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นโลกปีนี้ลง หลังตลาดหุ้นหลักปรับตัวลงเข้าสู่เขตการ
ปรับฐาน และมีความกังวลว่าตลาดหุ้นโลกจะเข้าสู่ภาวะหมีรอบใหม่หรือไม่
ปัจจัยด้านเทคนิค ระยะสั้นกลับมาเป็นขาลงรอบใหม่ หลังวานนี้หลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 1360 จุดลงมา (เส้นค่าเฉลี่ย SMA ระยะ 50 เดือน และ 62% ของกรอบ Fibonacci ของรอบการรีบาวด์ล่าสุด) ประกอบกับการซื้อขายระหว่างวันดัชนีฯ ไม่มีสัญญาณของการรีบาวด์ย่อย ส่งผลแนวโน้มอ่อนแอชัดเจน มีโอกาสกลับไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิม บริเวณ 1300/1292 จุด เป็นอย่างน้อย หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องถอยลงไปสร้างฐานใหม่บริเวณแนวรับเส้น SMA ระยะ 75 เดือน ที่บริเวณ 1200-1230 จุด









