เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ฟื้นตัวชั่วคราว
เราคาดว่าตลาดไทยวันนี้ลุ้นได้เห็น technical รีบาวด์ หลังจากปรับลงมาแรงแล้วในสัปดาห์นี้ โดยปัจจัยบวกต่างประเทศมาจากตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นต่างๆในเอเชียส่วนใหญ่อยู่ในแดนบวก อย่างไรก็ตาม เราแนะนำขายทำกำไรบ้างในวันนี้ เนื่องจากเป็นช่วงสุดท้ายของการทำ window dressing ของกองทุนและความกังวลเรื่องเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจไทยมีโอกาสกดดันตลาดให้ลงได้ต่อในช่วงปลายสัปดาห์นี้
แนวรับ/แนวต้าน : 1330/1370 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เริ่มสะสมหุ้นเมื่อดัชนีย่อลง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง
นักลงทุนระยะสั้น : CSS (6.20), BROCK (3.20)
CSS (6.20) ประกอบธุรกิจออกแบบและติดตั้งเสาแดงและอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ ลูกค้าหลักก็คือบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่มสื่อสาร อย่างเช่น TRUE และ DTAC ราคาหุ้นเคยขึ้นจาก 6 บาทไป 8 บาทช่วงต้นปี แล้วก็ไหลลงมาเรื่อยๆจนปัจจุบันเหลือ 5 บาทต้นๆ เพราะบริษัทประกาศยกเลิกการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้า solar farm ที่ญี่ปุ่น บวกกับนักลงทุนเริ่มกังวลกันเรื่องที่บริษัทยังไม่มีงาน Backlog ที่ชัดเจนรอไว้สำหรับปีหน้าถึงแม้ว่าปีนี้จะมีรายได้และกำไรเติบโตดีก็ตาม กลยุทธ์สำหรับหุ้นตัวนี้เรามองว่า ใครที่ติดอยู่ต่ำกว่า 6 บาท อุ่นใจได้ ถือต่อและควรซื้อต่อถ้าเห็นต่ำกว่า 5 บาทอีก ภายในสิ้นปีนี้น่าจะได้เห็นกลับขึ้นไป 6 บาทได้เพราะ 1)ไตรมาส 4 ปกติและจะเป็น High season ของธุรกิจสื่อสาร ทำให้น่าจะมีงานใหม่เป็น Backlog มาเพิ่มสำหรับปีหน้า 2)การประมูล 4G จะช่วยเสริม sentiment กลุ่มสื่อสารให้เป็นบวก แต่ถ้าเห็น 6 บาทภายในสิ้นปีนี้ อย่าโลภนะครับ ต้องขาย เพราะ CSS-W1 จะหมดอายุในเดือน มี.ค.59 (120 ล้านหุ้น) 1:1.201 หุ้น ราคาใช้สิทธิ์ 1.249 บาท สรุปคือถ้าเห็น CSS ต่ำกว่า 5 บาท ซื้อ เห็น 6 บาท เผ่นครับ
BROCK (3.20) มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีมาก แถมแผนการเจรจากับพันธมิตรร่วมลงทุนโครงการอสังหาในภูเก็ตกว่า 1 หมื่นล้านบาทใกล้จะประกาศออกมาในอีกไม่ช้า จึงเหมาะไว้เล่นสั้นเก็งกำไร ถ้ายืนเหนือ 2.80 ได้สักพักจะไปต่อได้อีกถึง 3.20 ก็ไม่ยาก
นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), TVO (33.75)
BDMS (25.50) โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 30% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 30% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
TVO (33.75) ตลาดมันแกว่งแรงความเสี่ยงก็เยอะ เอาหุ้นปันผลสูงๆติดพอร์ตไว้ก็ดีครับ TVO ตัวนี้ Downside risk จากราคาถั่วเหลืองตกต่ำมีน้อย เนื่องจากราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของเกษตรกรสหรัฐที่ 9USD/bushel แถมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 58 ที่ดีราว 7% โดยคาดเงินปันผลปี 58 ที่ 1.62 บาท/หุ้น ประกอบกับปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐนั้นต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะมีปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ช่วยเสริม sentiment บวกให้กับราคาถั่วเหลืองในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย ดังนั้นค่อยๆเก็บสะสม TVO ถือยาวๆกินปันผลกันนะครับ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ "สศค." เตรียมสรุปมาตรการกระตุ้น ภาคอสังหาริมทรัพย์พรุ่งนี้ เล็งผ่อนปรนเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อ พร้อมมาตรการภาษีเสนอ ครม. 5 ต.ค.นี้ "นายกสมาคมคอนโด-บ้านจัดสรร" ชี้ผ่อนปรนเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อ ช่วยกระตุ้นตลาดอสังหาฯ ระดับกลาง-ล่าง ลดปัญหากู้ไม่ผ่าน วอนเพิ่มเกณฑ์ผ่อนชำระต่อรายได้สุทธิจาก 30% เป็น 40-50% ของรายได้
+ "สมคิด" ยืนยันภาคส่งออกติดลบไม่ทำให้ประเทศไทยเกิดวิกฤติ ยกประเทศอังกฤษเปรียบเทียบ ที่ส่งออกติดลบต่อเนื่อง 10 ปียังอยู่ดี เพราะสามารถสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้เข้มแข็งและมีรายได้จากการท่องเที่ยว ดังนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งจากต่างชาติและคนไทย มั่นใจอีก 3 ปีต่างชาติเที่ยวไทยแตะ 50 ล้านคนจะมีรายได้มหาศาล ทางด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเร่งจัดกลุ่มตลาดส่งออกใหม่ให้เหมาะสม โดยทำให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เน้น 3 กลุ่มคือ อาเซียน จีน อินเดีย โดยเจาะลงไปถึงเมืองรองในแต่ละประเทศเพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์ผลักดันการค้า รวมทั้งจัดทูตพาณิชย์ให้เหมาะสมกับตลาดส่งออกแต่ละตลาดที่จะมีการจัดใหม่ รวมถึงเสริมบุคลากร จ้างทูตพาณิชย์ที่เกษียณไปแล้วมาช่วยเป็นพี่เลี้ยง
+ สมาคมศูนย์การค้าไทย เสนอรัฐ "ลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม" นำร่อง "เครื่องสำอาง-น้ำหอม" กระตุ้นการใช้จ่าย-นักท่องเที่ยว ดันไทยศูนย์กลางช๊อปปิ้ง-ท่องเที่ยวอาเซียนรับเออีซี ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ขณะนี้บรรดาผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และผู้ผลิตผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค เริ่มทยอยส่งแผนการปรับลดราคาสินค้าลงมาตามต้นทุนการผลิตที่ลดลง จากราคาน้ำมันดีเซล ค่าขนส่ง และค่าบริหารจัดการต่างๆ มาให้กรมการค้าภายในพิจารณาแล้วกรมการค้าภายในพิจารณาแล้ว พร้อมจัดมหกรรมหั่นราคา ธ.ค.นี้ 45-70%
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,049.13 จุด เพิ่มขึ้น 47.24 จุด หรือ +0.30%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวขึ้นสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ลดแรงบวกในระหว่างวัน เพราะตลาดได้รับแรงกดดันจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกรายงานเตือนว่า เศรษฐกิจของประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อาจชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลง
- ดัชนี FTSE 100 ปิดลบ 49.62 จุด หรือ 0.83% แตะที่ 5,909.24 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลบเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
- ดัชนีนิกเกอิร่วงลง 714.27 จุด หรือ -4.05% ปิดที่ 16,930.84 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดร่วงลงกว่า 700 จุด เช่นเดียวกันตลาดหุ้นในต่างประเทศที่ร่วงลงอย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
- สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนพ.ย.เพิ่มขึ้น 80 เซนต์ หรือ 1.8% ปิดที่ 45.23 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (29 ก.ย.) เพราะได้แรงหนุนจากรายงานของ Conference Board ที่ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.ของสหรัฐพุ่งขึ้นเกินคาด









