วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์เล็งถก12กลุ่มสินค้าทำแผนดันส่งออก

“กระทรวงพาณิชย์” เตรียมเรียก 12 กลุ่ม สินค้าหารือทำยุทธศาสตร์ส่งออกระยะเร่งด่วน เน้นลุยตลาดอาเซียน-จีน-อินเดีย

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศว่า วันที่ 30 ก.ย. นี้ กระทรวงฯ จะเชิญผู้ประกอบการ 12 กลุ่มสินค้าสำคัญ มาหารือร่วมกันจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วน และระยะยาว โดยเน้น ช่องทางการทำตลาด และโอกาสของการส่งออกไทย เพื่อนำข้อสรุปแผนการส่งออกเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.)คาดว่าจะประชุมนัดแรกเดือนพ.ย.นี้

“การหารือทั้ง 12 กลุ่มสินค้าสำคัญ ถือเป็นการเวิร์คช็อปกับภาคเอกชนก่อนที่จะนำผลสรุปเสนอต่อนายกฯในการประชุม พกค. โดยจะดูโอกาสร่วมกันในการผลักดันการส่งออก ที่แม้ว่าปีนี้จะตั้งเป้าหมายติดลบ 3%แต่หากมีช่องทางก็จะทำให้ดีที่สุด รวมทั้งนำเสนอปัญหาอุปสรรคต่อที่ประชุมด้วย เพื่อจะได้กำหนดทิศทางว่ายุทธศาสตร์การส่งออกรายเซ็คเตอร์จากนี้ไปเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นแผนระยะเร่งด่วน”

สำหรับผู้ประกอบการ 12 กลุ่มส่งออก ที่จะเชิญมาหารือตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.นั้น ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เกษตรและอาหาร กลุ่มตลาดซีแอลเอ็มวี ไลฟ์สไตล์ สิ่งทอและเครื่องหนัง ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุและบริการก่อสร้าง โลจิสติกส์ สุขภาพและความงาม ดิจิตอลคอนเทนต์และการพิมพ์ และสินค้าฮาลาล

นายสุวิทย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่มีหยิบยกตัวเลขการส่งออกที่ติดลบ 3 ปีติดต่อกัน หากดูตัวเลขการส่งออกพบว่าปี 56 ติดลบ 0.26% ปี 57 ติดลบ 0.43%และปี 58 ตั้งเป้าหมายติดลบ 3%พบว่าไม่ได้ติดลบมาก โดยที่ปีนี้หนัก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ราคาน้ำมันตกต่ำ แต่เชื่อว่าหากภาครัฐสามารถทำงานได้ตามแผน คือมียุทธศาสตร์ชัดเจน มุ่งเป้าชัดเจน การส่งออกปี 59 น่าจะดีกว่านี้แน่นอน เพราะส่วนแบ่งตลาดไทยไม่ได้ลดลง บางสินค้าเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน ได้มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไปเร่งดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ได้แก่ การจัดกลุ่มตลาดใหม่ให้เหมาะสม โดยจะมุ่งเน้น 3 กลุ่ม คือ อาเซียน จีน อินเดีย ที่จะต้องมองเป็นภาพรวม เจาะลงไปถึงเมืองรองในแต่ละประเทศ เพื่อนำมากำหนดยุทธศาสตร์ผลักดันการค้า รวมทั้งจัดทูตพาณิชย์ให้เหมาะสมกับตลาดส่งออก โดยในปัจจุบันมีสำนักทูตพาณิชย์ 61 แห่งใน 42 ประเทศ ซึ่งอาจจะกระจายไม่ทั่วถึงทุกประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องโยกย้ายหรือปรับให้เหมาะสมกับกลุ่มตลาดที่จะมีการจัดใหม่ รวมถึงเสริมบุคคลากร โดยจ้างทูตพาณิชย์ที่เกษียณไปแล้ว มาช่วยเป็น พี่เลี้ยง และประสานกับบริษัท องค์กรภาคเอกชนที่ไปลงทุนในประเทศนั้น ให้มาช่วยเป็นพี่เลี้ยงธุรกิจเอสเอ็มอีที่จะออกสู่ตลาดตามแนวทางโครงการพี่จูงน้อง