งานเก่าล่าช้ากระทบกำไร งานใหม่รอเซ็นสัญญาต่อเนื่อง
มีปัจจัยเสี่ยงจากโครงการรัฐสภา
ประเด็นข่าวเรื่องโครงการรัฐสภาที่ STEC เป็นผู้รับเหมาโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท มีปัญหาความล่าช้าของการส่งมอบพื้นที่ ทำให้ผู้บริหารประเมินความเสียหายว่าจะต้องบันทึกผลขาดทุนจากการรับงานโครงการนี้ราว 1 พันล้านบาท เราพบว่าในงบการเงิน 2Q58 บริษัทได้ทำการตั้งสำรองผลขาดทุนของโครงการไปแล้วบางส่วนจำนวน 579 ล้านบาท และบริษัทอยู่ระหว่างขอค่าชดเชยดังกล่าวกับทางภาครัฐ ในกรณีแย่ที่สุดที่ STEC ไม่สามารถเรียกร้องจากทางภาครัฐได้และต้องบันทึกผลขาดทุนทั้งจำนวนในงบปี 58 จะมีผลกระทบต่อกำไรสุทธิปีนี้ลดลง 1.2 พันล้านบาท เหลือเพียง 241 ล้านบาท ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลงจาก 0.81 บาท เป็น 0.16 บาท และราคาเหมาะสมปรับลดลงจาก 25 บาท เป็น 23.80 บาท
รอเซ็นสัญญางานโรงไฟฟ้าเพิ่ม
STEC มีงานในมือปัจจุบัน 5.3 หมื่นล้านบาท หลังจากวานนี้ บริษัทได้ประกาศเซ็นสัญญารับงานใหม่ คือการก่อสร้างอาคารสำนักงบประมาณ มูลค่า 1.5 พันล้านบาท ขณะเดียวกันภายในสิ้นปี 58 บริษัทมีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญา มูลค่า 6.5 พันล้านบาท ซึ่งมูลค่าหลัก 4.2 พันล้านบาท มาจากงานต่อเนื่องของโรงไฟฟ้าที่เคยได้รับมาก่อนหน้าซึ่งจะทำให้งานที่ได้รับนับจากต้นปี อยู่ที่ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และงานในมือจะเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ 6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ในช่วงท้ายของปี มีงานที่โรงไฟฟ้าที่คาดว่าจะมีการประมูลมูลค่ารวมราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะช่วยหนุนงานในมือให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โอกาสรับงานจากโครงการภาครัฐ
เราคาดว่าในระยะใกล้ ขั้นตอนการประกวดราคางานของภาครัฐที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เริ่มจากรถไฟทางคู่ คลอง19-แก่งคอย มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่เตรียมเปิดซองประมูลในวันที่ 5 พ.ย.นี้ STEC เป็น 1 ในผู้รับเหมาก่อสร้างที่เข้าร่วมประมูล นอกจากนั้น เราคาดว่ามีอีก 1 เส้นทางที่มีโอกาสเปิดประมูลได้ทันในปีนี้คือโครงการรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่นมูลค่า 2.6 หมื่นล้านบาท ที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการประมูล อย่างไรก็ดี เราคาดว่าในปี 2559 จะเห็นการเร่งการประมูลโครงการอื่นๆจากทางภาครัฐเพิ่มขึ้น จากรถไฟ 3 สายคือสีส้ม สีขมพุ และสีเหลือง รถไฟทางคู่อีก 4 สาย และโครงการมอเตอร์เวย์ 3 สาย ซึ่งมีมูลค่างานในเบื้องต้นที่รอประมูลราว 3แสนล้านบาท ซึ่งทาง STEC คาดหวังความสำเร็จจากงานประมูล ราว 25-30%
แนะนำ “เก็งกำไร”
แม้ว่า STEC จะมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ผลขาดทุนของโครงการก่อสร้างรัฐสภาหากบริษัทบันทึกผลขาดทุนเข้ามาในปี 58 ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อประมาณการและราคาเหมาะสม อย่างไรก็ดีเราจะสอบถามรายละเอียดเพื่อความชัดเจนจากผู้บริหารอีกครั้ง ขณะที่ระยะถัดไป บริษัทมีประเด็นบวกจาการรับงานโรงไฟฟ้าที่ต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสรับงานจากการเข้าประมูลโครงการของภาครัฐ และในอนาคตระยาว









