ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นจากข้อมูลปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ เมืองคุชชิ่งที่ลดลง
+ ราคาน้ำมันดิบทั้งเวสต์เทกซัสและเบรนท์ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นวานนี้ จากข้อมูลปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ เมืองคุชชิ่ง รัฐโอคลาโฮมา ที่คาดการณ์โดย Genscape นั้นลดลงถึง 625,000 บาร์เรล ในช่วง 2 วันแรกของสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่สถาบันสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ หรือ EIA ได้รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ เมืองคุชชิ่งลดลงไป 462,000 บาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา
- อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงกังวลในส่วนของอุปสงค์ของน้ำมันเบนซิน หลังจากเมื่อวันพุธที่ผ่านมา EIA ได้รายงานปริมาณน้ำมันเบนซินสำรองคงคลังที่มากขึ้นถึง 1.4 ล้านบาร์เรล จากการสิ้นสุดของช่วงฤดูกาลขับขี่เพื่อท่องเที่ยวในฤดูร้อนของสหรัฐฯ และอุปสงค์น้ำมันเบนซินมักจะอ่อนตัวลงในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเสมอ
- ในส่วนของดัชนีดาวโจนส์วานนี้ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.48 หรือลดลง 78.57 จุด ลงมาอยู่ที่ระดับ 16,201.32 ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนได้ชะลอการซื้อขาย เพื่อดูท่าทีของนโยบายด้านการเงินของสหรัฐที่ยังไม่แน่นอน โดยเฉพาะช่วงเวลาในการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
+ จำนวนตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3,000 คนน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 7,000 คน โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 267,000 คน ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับ 300,000 คน และต่ำกว่าระดับ 300,000 คนเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน ซึ่งยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี
- อย่างไรก็ตาม ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รวมไปถึงค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
ราคาน้ำมันเบนซิน และราคาน้ำมันดิบดีเซล ตลาดสิงค์โปร์ปิดทำการเนื่องในวัน Hari Raya Haji
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวที่กรอบ 43-48 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 46-52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- ดัชนีภาคการผลิตจีน (Caixin PMI) เดือน ก.ย. ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะออกมาอยู่ในระดับหดตัวอาจส่งผลให้ภาพรวมจีดีพีของจีนปีนี้เติบโตน้อยกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ร้อยละ 7 ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำมันของจีนให้ปรับลดลงด้วย ขณะที่สถานการณ์ตลาดหุ้นจีนก็ยังคงผันผวนและเป็นที่น่ากังวลเช่นกัน แม้คณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ของจีนหรือ CSRC และรัฐบาลจีนจะออกมาตรการต่างๆ เพื่อลดความผันผวนลงแล้วก็ตาม
- การผลิตน้ำมันดิบของผู้ผลิตกลุ่มโอเปคที่ยังไม่มีท่าทีจะลดปริมาณยังคงส่งผลกดดันราคาน้ำมัน โดยโอเปคล่าสุดในเดือน ส.ค. ยังคงผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ระดับสูงราว 31.57 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ผู้ผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปค ได้แก่ ซาอุฯ คูเวต อิหร่าน ยังคงปรับลดราคาขายน้ำมันดิบ (OSPs) ที่จะขายไปยังตลาดเอเชียในเดือน ต.ค. ลงเพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นด้วย
- การลงมติคัดค้านการยกเลิกคว่ำบาตรของ Republican ที่ไม่เป็นผลสำเร็จ ส่งผลให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่สหรัฐ จะยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานในตลาดในตลาดเพิ่มมากขึ้นและกดดันราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม อิหร่านจะยังคงไม่สามารถส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มได้ในเร็วๆ นี้ เนื่องจากหลายฝ่ายยังคงรอรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) วันที่ 15 ธ.ค. ก่อนเพื่อรอผลตรวจสอบว่าอิหร่านมีการปฎิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวจริง
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 9.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากระดับสูงสุดในเดือน มิ.ย. 58 ที่ 9.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบซึ่งรายงานโดย Baker Hughes ที่ตลาดคาดว่าจะปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน อาจส่งแรงหนุนให้ราคาปรับลดลงไม่มากนัก
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









