เริ่มสะสมหุ้นที่เป็น laggard เมื่อดัชนีย่อลงระหว่างวัน เน้นกลุ่มปันผลสูง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ฟื้นตัว
ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มปรับขึ้น นักลงทุนยังคงมุ่งไปที่ประเด็นเฟดเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ ซึ่งในขณะนี้เราคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ หลังจากประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. เนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อและการเติบโตของรายได้ในสหรัฐอยู่ในระดับต่ำกว่าที่เฟดต้องการ บวกกับความผันผวนและแรงกดดันของตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีอยู่มากและเศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัวลง ดังนั้น ในขณะที่ตลาดซึมๆในช่วงนี้ เป็นจังหวะสะสมหุ้นพื้นฐานดีเป็นรายตัวไว้เล่นสั้นเพื่อเก็งกำไรก่อนการประกาศผลการประชุมเฟด
แนวรับ/แนวต้าน : 1350/1380 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%
กลยุทธ์ : เริ่มสะสมหุ้นที่เป็น laggard เมื่อดัชนีย่อลงระหว่างวัน เน้นกลุ่มปันผลสูง เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐหรือค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทยอยขายบ้างเมื่อเข้าใกล้ 1400 จุด
นักลงทุนระยะสั้น : KCE (66), AP (6.70)
KCE (66) ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง นอกจากนี้อุตสาหกรรม electronics ในรถยนต์กำลังเติบโตได้ดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นในกลุ่มนี้ โดย KCE มีรายได้ 70% มาจากธุรกิจชิ้นส่วน electronics ในรถยนต์ ราคาเป้าหมายที่ 66 บาท ให้ upside มากกว่า 20% จากราคาปัจจุบัน
AP (6.70) เราคาดกำไรปีหน้าจะโต 10% ซึ่งดีที่สุดในกลุ่ม นอกจากนี้ค่า PE ที่ 6x ในปัจจุบันต่ำกว่าคู่แข่ง ทั้ง SPALI, LPN, LH, PS และ QH บวกกับปันผลที่สูงอันดับต้นๆในกลุ่มก็ถือว่าพื้นฐานแข็งแกร่งแข็งแกร่ง เก็บเข้าพอร์ตได้อย่างอุ่นใจ
นักลงทุนระยะยาว : ADVANC (270), TVO(33.75), CK (32.00)
ADVANC (270) UOBKH เรามองประเด็นบวกจากการประมูล 4G เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างที่เราเคยเก็บข้อมูลการประมูล 3G ที่ผ่านมาก็ทำให้ Telco sector ขึ้นมา 40-50%เลย ภายใน 7 วันหลังจากประมูลเสร็จ โดยเราเชื่อว่า AIS จะได้ประโยชน์จากการประมูลนี้ที่สุด เพราะจะลดความกังวลเกี่ยวกับ การขาดเเคลน spectrum โดยคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดอายุสัมปทานเดือน ก.ย.ปีนี้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ AIS ก็น่าจะทำสถิติใหม่ได้ใน Q3-Q4 เพราะไม่ต้องบันทึกค่าเสื่อมจากคลื่น 900MHz ที่ปกติจะบันทึกประมาณ 2,000 ล้านบาท/ไตรมาส ดังนั้น AIS เป็นหุ้น Top pick ของเรา Target price 270 บาท ปันผลก็สูงด้วยอยู่ที่ 5%
TVO (33.75) ตลาดมันแกว่งแรงความเสี่ยงก็เยอะ เอาหุ้นปันผลสูงๆติดพอร์ตไว้ก็ดีครับ TVO ตัวนี้ รายงานงบ Q2 ออกมาดีบวกกับ Downside risk จากราคาถั่วเหลืองตกต่ำมีน้อย เนื่องจากราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาต้นทุนของเกษตรกรสหรัฐที่ 9USD/bushel แถมให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 58 ที่ดีราว 7% โดยคาดเงินปันผลปี 58 ที่ 1.62 บาท/หุ้น ประกอบกับปัจจุบันการปลูกถั่วเหลืองในสหรัฐนั้นต่ำกว่าที่คาดไว้เพราะมีปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่ปลูกถั่วเหลือง ช่วยเสริม sentiment บวกให้กับราคาถั่วเหลืองในระยะกลางถึงระยะยาวด้วย ดังนั้นค่อยๆเก็บสะสม TVO ถือยาวๆกินปันผลกันนะครับ
CK (32.00) ยอดขายและกำไรสุทธิของ CK จะมีปัจจัยเสริมจากความพิเศษเฉพาะของบริษัท ในฐานะที่เป็น holding company ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโครงการ Mega project ของประเทศ แม้ผลประกอบการในช่วง 1H58 จะอ่อนแอ แต่เราคาดว่าผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วง 2H58 เป็นต้นไปและคาดกำไรสุทธิในปีหน้าจะเติบโตขึ้นอย่างมาก จากการปรับโครงสร้างของกลุ่มบริษัทในปีนี้
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ ครม.ไฟเขียวแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน หวังสร้างจูงใจเพิ่ม ถกย้ำรัฐไม่เสียประโยชน์ช่วยกระตุ้นการลงทุน พร้อมสั่งคลังประเมินผลกระทบภาษี ด้าน สศช.แนะต้องประเมินผลต่อเนื่อง ขณะภาคเอกชนหนุนเต็มที่ มั่นใจสร้างความเชื่อมั่นได้ แนะควรกำหนดเป้าหมายประเทศให้ชัด
+ ทอท.ปรับมาสเตอร์แพลน เร่งสุวรรณภูมิเฟส 2-พัฒนาดอนเมืองรองรับ"โลว์คอสท์แอร์ไลน์" พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาล เปิดทางเอกชนร่วมทุนหลุมจอด เตรียมงบ 1.4 แสนล้านบาท เพิ่มศักยภาพ 6 ท่าอากาศยาน รองรับผู้โดยสารพุ่งแตะ 165 ล้านคนในปี 2563 ด้าน"คาปา"ยกดอนเมืองขึ้นแท่น ท่าอากาศยานต้นทุนต่ำอันดับ 1 ของโลก ขณะสายการบินสนใจร่วมทุน รอความชัดเจน
+ นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งรัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้จัดทำข้อมูลและรายละเอียดโครงการขนาดใหญ่ 6 โครงการ วงเงินลงทุนทั้งสิ้น 4.25 แสนล้านบาท เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ ดำเนินการภายในเดือน พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการภายในเดือน ก.ย.นี้ เพื่อเร่งประมูลกระตุ้น การลงทุนภายในประเทศ
ปัจจัยต่างประเทศ
+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 16,599.85 จุด พุ่งขึ้น 228.89 จุด หรือ +1.40%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนมองว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐซึ่งมีการเปิดเผยล่าสุดเมื่อวานนั้น อาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้
+ ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 53.01 จุด หรือ 0.87% ที่ 6,137.60 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน โดยตลาดดีดตัวขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ อันเป็นผลมาจากข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังของสหรัฐส่งผลให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจะสามารถรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่
+ ดัชนีนิกเกอิปิดบวก 60.78 จุด หรือ 0.34% แตะที่ 18,026.48 จุด
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดบวกในวันนี้ ท่ามกลางภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวน หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) มีมติคงนโยบายการเงิน ขณะที่นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประชุมในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้
- สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ต.ค.เพิ่มขึ้น 59 เซนต์ ปิดที่ 44.59 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (15 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบปิดร่วงลงติดต่อกัน 2 วันทำการก่อนหน้านี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยในวันนี้





