ก.ล.ต. คาดกฎหมายเพื่อจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ จะแล้วเสร็จในช่วงปลายปีนี้ พร้อมจัดตั้งได้ภายในต้นปี 2559
นายชาลี จันทนยิ่งยง รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่า ร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซุปเปอร์โฮลดิ้ง) จะออกมาเป็นกฏหมายในช่วงปลายปีนี้ และ คาดว่าจะสามารถจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติได้ภายในต้นปี 59
สำหรับเนื้อหาในกฎหมายฉบับดังกล่าวจะแบ่งรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง และ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะโอนไปอยู่ในบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งมี 12 บริษัท และ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 6 แห่ง คือ ปตท. (PTT) ปตท.สผ.(PTTEP) การบินไทย (THAI) ท่าอากาศยานไทย (AOT) ธนาคารกรุงไทย (KTB) และ อสมท.(MCOT) ส่วนบริษัทที่อยู่นอกตลาดอีก 6 แห่ง ได้แก่ ทีโอที(TOT) ,กสท.โทรคมนาคม(CAT) ,ไปรษณีย์ไทย ,บริษัทขนส่ง(บขส.) , บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และ บริษัทสหโรงแรมไทยและการท่องเที่ยว จำกัด
ส่วนรัฐวิสาหกิจที่เหลืออีก 44 แห่งจะมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. ขึ้นมาดูแลโดยตรง ซึ่งต้องมีการเสนอแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน และ เมื่อ คนร. อนุมัติแผนแล้วต้องประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแผนดังกล่าวมีการกำหนดว่า ห้ามรัฐมนตรีรื้อแผนดังกล่าวเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
“ บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติเมื่อจัดตั้งขึ้นในต้นปีหน้า คลังห้ามนำหุ้นบรรษัทนี้ออกจำหน่ายไม่ว่ากรณีใดๆ ส่วนหุ้นของรัฐในรัฐวิสาหกิจ 12 แห่งจะโอนให้บรรษัททั้งหมด และ กำไรของบรรษัทจะส่งเข้าเป็นเงินของแผ่นดิน ส่วนรัฐวิสาหกิจที่เหลืออีก 44แห่งจะค่อยๆ แก้กฎหมายไป เพราะแต่ละที่มีกฎหมายเฉพาะในการจัดตั้งเป็นของตัวเอง ” นายชาลี กล่าว
สำหรับหน้าที่ของ ก.ล.ต. ที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ คือ การเข้าไปดูแลเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลของรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามหลักธรรมภิบาลของรัฐวิสาหกิจ 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.รัฐบาลต้องมีการกำหนดยโยบายความเป็นเจ้าของ ซึ่งครอบคลุมเหตุผล และ ความจำเป็นในการที่ภาครัฐต้องเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจรวมถึงนโยบายความเป็นเจ้าของควรผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และ ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐระดับสูง เช่น รัฐสภา พร้อมเปิดเผยให้ประชาชนทราบ
2.บทบาทของภาครัฐในฐานะเจ้าของ โดยภาครัฐจะต้องมีหน้าที่กำหนดภาพรวม และ ติดตามการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องรายงาน และ เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะชน
3.การแข่งขันกับภาคเอกชน ซึ่งโครงสร้างกฎหมาย และ กฎเกณฑ์ควรเอื้อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยไม่มีการเสียเปรียบต่อธุรกิจเอกชน
4.การปฎิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมทำให้เกิดความโปร่งใสต่อผู้ถือหุ้นทุกราย โดยมีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการสื่อสารและ การรับฟังความคิดเห็นของผู้ถือหุ้น
5. ความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสีย และ การดำเนินกิจการอย่างยั่งยืน โดยรัฐวิสาหกิจต้องไม่เป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเมือง
6. ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งต้องมีการนำผู้ตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระเข้ามาตรวจงบการเงินของบริษัทรัฐวิสาหกิจเป็นประจำทุกปี และ เป็นไปตามมาตรฐานสากล
7. ความรับผิดของของคณะกรรมการ โดยกรรมการทุกคนควรผ่านกระบวนการสรรหาที่พิจารณาจากคุณสมบัติความรู้ และประสบการณ์ที่เหมาะสม รวมถึงกำหนดกลไกที่ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับกรรมการผู้แทนจากภาครัฐ
“ข้อที่ 4-7 เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนปฎิบัติอยู่แล้ว แต่ข้อ 1-3 เป็นแนวทางที่เพิ่มเติมจากหลัก CG ของ บจ. ทั่วไป โดยธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของการดำเนินงานต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ เพราะเงินที่ได้มาเป็นภาษีของประชาชน ถ้าการลงทุนใดๆ ที่เกิดความเสียหายขึ้นต้องตั้งกองทุนเข้ามาชดเชย” นายชาลี กล่าว









