วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทะลุ 1,390 จุด

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (3 – 9 ก.ย. 2558) :

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง DJIA -0.6% ภาพรวมการลงทุนยังคงผันผวน เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอดูการประชุมเฟดในช่วงกลางเดือน ก.ย.ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น DAX +2.5%, CAC ฝรั่งเศส +2.4% และ FTSE +2.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในเอเชีย 

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (3 – 9 ก.ย. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 2.6% ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเชิงลบอย่างต่อเนื่อง ยอดส่งออกเดือน ส.ค.หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 อีก 5.5% yoy สร้างแรงเก็งกำไรต่อการเข้าซื้อหุ้นเพื่อประคองตลาดจากรัฐบาล รวมถึงมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้กลุ่มการเงินปรับตัวขึ้น เนื่องจากการปรับลดภาษีเงินปันผลจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของหุ้น เนื่องจากมีระดับอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่สูง

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (3 – 9 ก.ย. 2558)

SET INDEX บรรยากาศรอบเอเชียที่เป็นบวก รวมถึงปัจจัยบวกในประเทศจากความคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบของทีมเศรษฐกิจ หุ้นหลักอย่าง KTB, KBANK, SCC นำตลาดปรับตัวขึ้น ผลักดัน SET INDEX ทะลุ 1,390 จุด ปิดที่ระดับ 1,396.29 จุด เพิ่มขึ้น 23.84 จุด หรือ +1.74% ณ วันที่ 9 ก.ย.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (11 – 17 ก.ย. 2558)

MBKET ปรับน้ำหนักการลงทุนขึ้นเป็น “กลางถึงบวก” ครั้งแรกในรอบ 23 สัปดาห์ แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกในสัปดาห์หน้า คือผลการประชุมเฟดในวันที่ 17 ก.ย. ก็ตาม แต่เรากลับให้น้ำหนักกับการทำงานของทีมเศรษฐกิจ นำโดย รองนายกฯ ดร.สมคิด ที่ผลักดันมาตรการระยะสั้น – กลาง – ยาว นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันภายในประเทศ ขยับดีขึ้น สะท้อนได้จาก มูลค่าการซื้อขายที่ขยับขึ้นจาก 2.0-2.5 หมื่นล้านบาท/วัน เป็น 3.5-4.5 หมื่นล้านบาท/วัน ส่งผลให้ Downside risk ของ SET INDEX เป็นไปอย่างจำกัด แนวรับ 1,350-1,360 จุด จะยังทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมโอกาสที่ SET INDEX จะทะลุแนว 1,400 จุด ไปยัง 1,420 จุดได้ ในสัปดาห์หน้า เนื่องจาก

• การเก็งกำไรก่อนการประชุมเฟดในวันที่ 17 ก.ย. เพราะ ณ ปัจจุบัน นักลงทุนทั่วโลกต่างคาดการณ์เฟดจะเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป ด้วยโมเมนตัมของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อาจทำให้เกิดแรงเก็งกำไรต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกิดใหม่ ซึ่งจะได้ Sentiment เชิงบวก หากเฟดคงอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินสกุลท้องถิ่นจะกลับมาแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

• ติดตามการเยือนจีนของนายกฯ ในช่วงที่เหลือของเดือนก.ย. อาจมีการหารือถึงความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมภายในเดือนต.ค.

• ติดตามการประชุม ครม. วันอังคารที่ 15 ก.ย. กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ อาจมีการเสนอแผน หรือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง และรักษาระดับความเชื่อมั่นของภาคเอกชน

• ติดตามการเริ่มอัดฉีดเงินเข้าสู่กองทุนหมู่บ้าน และเงินกองทุน 1 ตำบลๆ ละ 5 ล้านบาท

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในสัปดาห์หน้า เรากลับให้น้ำหนักกับการประชุมสภาคองเกรสของสหรัฐฯ วันที่ 17 ก.ย. ต่อการพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของอิหร่าน หากผ่านการลงมติ จะทำให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันดิบในปลายปีนี้ ซึ่งจะกดดันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้เช่นกัน และกลุ่มน้ำมันของตลาดหุ้นไทย

ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อ” มุ่งเน้นหุ้นที่เกาะไปกับกระแสของนโยบายการเรียกความเชื่อมั่นทางการเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกลุ่ม domestic play เป็นสำคัญ

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่

1. ติดตามการประชุมธนาคารกลางที่สำคัญ 3 แห่ง BoJ วันที่ 15 ก.ย. / กนง. วันที่ 16 ก.ย. / เฟด วันที่ 17 ก.ย.

2. การปรับน้ำหนัก / สมาชิก ในการคำนวณดัชนี FTSE จะมีผลบังคับ ณ ราคาปิดวันที่ 18 ก.ย.

3. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ยอดค้าปลีก – อัตราเงินเฟ้อ ของสหรัฐฯ / ผลผลิตภาคอุตฯ – ดุลการค้า อียู / อัตราเงินเฟ้อ –ภาวะการจ้างงาน อังกฤษ / ผลผลิตภาคอุตฯ ญี่ปุ่น / ยอดค้าปลีก – ผลผลิตภาคอุตฯ จีน