บมจ. เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) เป็นผู้รับเหมาที่มีความชำนาญด้านการผลิตโครงสร้างโลหะและเหล็กสำหรับสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
และแท่นขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ งานส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้มีความวิตกกังวลว่า จำนวนโครงการที่ประมูลได้ใหม่ ๆ ยังไม่มี แต่ STPI มีโครงการเดิมที่สำคัญคือ Ichthys Project ที่ประเทศออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งเป็นแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โครงการนี้ใหญ่มาก ตอนแรกที่เราคาดว่า จะไม่มีโครงการใหญ่ ๆ เข้ามา และโครงการอื่น ๆ มีการเลื่อนออกไป เนื่องจาก ราคาน้ำมันตกต่ำ แต่โครงการ Ichthys ได้ดำเนินการมาจุดกลาง ๆ และล่าสุดได้ให้ STPI ดำเนินการโครงการเพิ่มเติม ซึ่งมีมูลค่า 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ STPI มีงานสม่ำเสมอไปอีกอย่างน้อยถึงสิ้นปี 2559 และเป็นโครงการที่มีอัตรากำไรสูงกว่าที่แล้วมาเนื่องจากเป็นช่วงที่งานจะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆไปจนสิ้นโครงการ
บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่าปีนี้ STPI จะมีรายได้ 14,000 ล้านบาท และมีการเติบโตกำไร ที่ 15-16% โดยยังคงรอการประมูลอีกประมาณ 3 โครงการ ที่ชะลอไปซึ่งเมื่อไหร่ที่ STPI ชนะการประมูล แม้เพียง 1 โครงการ ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ หรือไตรมาส 1 ปีหน้า STPI จะสามารถเติบโตได้ถึงปี 2560
ปัจจุบัน STPI เทรดที่ P/E 6.6 เท่า จากราคาหุ้นลงตามตลาด ซึ่งถือว่าต่ำมาก ขณะที่ มี Dividend Yield ที่ 4% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงด้านสัญญาณทางเทคนิค เริ่มมีสัญญาณซื้อรายวัน และมีสัญญาณ Bullish Divergence คือ เป็นสัญญาณที่หุ้นที่ราคาลงมาเยอะจะเริ่มปรับตัวขึ้น จึงเป็นจังหวะในการลงทุน
ทั้งนี้ บล.เอเชีย เวลท์ ให้ราคาเป้าหมายที่ 28.80 บาท
ด้านปัจจัยติดตามในสัปดาห์นี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือน สิงหาคม ออกมา 173,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 220,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขการว่างงาน ออกมาลดลงสู่ระดับ 5.1% ต่ำสุดในรอบ 7 ปี และค่าจ้างงานก็เพิ่มขึ้นทุกรายการ จากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมามีทั้งดีและไม่ดีนี้ ทำให้ตลาดยังคงจะกดดันจากการที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ในเดือนกันยายนนี้
ด้านยุโรป ธนาคารกลางยุโรป ประกาศพร้อมที่จะขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือQE ทั้งในด้านระยะเวลา และเม็ดเงิน ทำให้เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วหุ้นยุโรปวิ่งขึ้นสวนกับหุ้น Wallstreet แต่คาดว่าในสัปดาห์นี้ จะยังคงได้รับการกดดันจากความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed
ด้านจีน คาดว่า ในสัปดาห์นี้ หุ้นจีน น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ หลังจากทางการของจีน ได้ออกมากล่าวว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ในตลาดหุ้นได้แล้ว
ส่วนปัจจัยในประเทศ การที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช) ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้การเลือกตั้งต้องล่าช้าออกไปราว 7-8 เดือน เนื่องจากต้องจัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กมธ.)ขึ้นใหม่ ภายใน 30 วัน โดยกมธ.ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญภายใน 180 วัน จากนั้นทำประชามติภายใน 45 วัน ซึ่งคาดว่าจะลงประชามติช่วงเดือนต้นปีหน้าปัจจัยนี้ อาจส่งผลกับ SET Index ได้ทั้งบวกและลบ เนื่องจาก ตลาดมีความเห็นที่แตกต่างกันทั้งสองด้าน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกในส่วนของการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เฟส 2 ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพื่อช่วย SME ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยพยุงตลาดหากจะลงก็ไม่ลงมาก และถ้ามาตรการออกมาดูดีมาก ๆ จะส่งผลบวกต่อตลาด ทั้งนี้ มาตรการช่วย SME จะเป็นมาตรการระยะกลางถึงยาว ดังนั้น จะยังไม่ได้เห็นผลทันทีเหมือนมาตรการระยะสั้นในเฟสแรก แต่ตรงนี้จะมีมุมมองว่า กลุ่มอุตสาหกรรม ไหนจะได้ประโยชน์ ซึ่งจะทำให้ หุ้นในกลุ่มนั้นปรับตัวขึ้นได้
ทั้งนี้ สัปดาห์นี้ บล.เอเชีย เวลท์ มองว่า SET Index จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,356-1,402 จุด







