กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอครม. ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลให้เอสเอ็มอีเหลือ 10% คาดทำรายได้รัฐสูญ 1,500 ล้านบาท
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 ที่จะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 8 มิ.ย. นี้ มีเป้าหมายจะช่วยผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี โดยแนวทางให้การช่วยเหลือคือมาตรการทางภาษี โดยมีแนวคิดปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีที่ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ร้อย 15 ในส่วนกำไรที่เกิน 3 แสนบาทขึ้นไป ซึ่งมีการศึกหาว่าการปรับลดภาษีลงเหลือในอัตราเหลือร้อย 10 จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องยิ่งขึ้น ภายใต้เงื่อนไขต้องปรับระบบบัญชีให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์เรื่องฐานข้อมูลในการจัดเก็บภาษีในอนาคต
ทั้งนี้ปัจจุบันเอสเอ็มอีทั้งระบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 30,000 ล้านบาท หากมีการปรับลดภาษีร้อยละ 5 จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท ถือว่าไม่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐมากนัก หากช่วยเหลือเอสเอ็มอี อยู่รอดได้ แต่ควรมีการกำหนนดระยะเวลาให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น และเมื่อภาวะเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะปกติควรกลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราเดิม เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบการไทยไม่ได้เสียภาษีในอัตราที่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม มองว่า การให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีควรเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ก่อตั้งธุรกิจใหม่เท่านั้น และไม่สมควรที่จะนิรโทษกรรมภาษีให้กับผู้ประกอบการทั้งหมดเป็นการทั่วไป เพราะจากการศึกษาด้านภาษี พบว่า การนิรโทษกรรมภาษีตามที่ภาคเอกชนเสนอมาเป็นการช่วยเหลือไม่ตรงจุดเพราะที่ผ่านมารัฐบาลต้องการจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้น แต่ในภาวะขณะนี้ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะจัดเก็บให้มากขึ้น แม้ว่ารายได้จะต่ำกว่าเป้าหมาย รัฐบาลยังไม่มีปัญหาเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ แต่การช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ถูกต้องจะต้องประสานความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินเพื่อให้ประสานข้อมูลด้านฐานะการเงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่แท้จริง ในการยื่นงบของบัญชีของสินเชื่อและบัญชีที่เสียภาษีต้องเป็นบัญชีเดียวกัน
ทั้งนี้ ยังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องบัญชี ซึ่งต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ในเบื้องต้น โดยจะประสานกับสมาคมนักวิชาชีพบัญชีในการจัดทำโปรแกรมเพื่อลงบันทึกบัญชีได้ถูกต้องด้วยตนเอง







