กำไร 2Q58 เพิ่มขึ้น 11%QoQ แม้ว่ารายได้ลดลง 12%QoQ
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไรสุทธิ 2Q58 +11%QoQ และ 42%YoY: SYNTEC รายงานกำไรสุทธิ 2Q58 ที่ 104.5 ล้านบาท แม้ว่ารายได้จากการก่อสร้างจะปรับตัวลง 12%QoQ เนื่องจากช่วงไตรมาส 2 มีวันทำงานน้อยเพราะมีวันหยุดยาว อย่างไรก็ตามอัตรากำไรขั้นต้นกลับปรับตัวดีขึ้น 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้าสู่ 12.9% จากต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวลงและทางบริษัทมีการอบรมพนักงานเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นรวมถึงลดความผิดพลาดในงาน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมยังคงที่จึงส่งผลให้กำไรปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส โดย ณ ไตรมาส 2 SYNTEC มีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่า 30% ของ Backlog จะรับรู้รายได้ในปีนี้ ส่วนที่เหลือจะยกไปรับรู้รายได้ในปี 59 และ 60 ขณะที่ 2H58 พร้อมเข้าร่วมประมูลงานอีก 11 โครงการมูลค่า 7 พันล้านบาทซึ่งผู้บริหารคาดว่าจะได้งานไม่น้อยกว่า 20% ช่วยหนุน Backlog ของบริษัทในอนาคต
- ผู้บริหารคงเป้ารายได้ก่อสร้าง 7,300 ล้านบาทและอัตรากำไรขั้นต้นที่ 12-15% : 1H58 มีรายได้จากการก่อสร้าง 3,591 คิดเป็น 49% ของเป้ารายได้ และมีอัตรากำไรขั้นต้นครึ่งปีแรกที่ 12.8% ซึ่งในครึ่งปีหลังผู้บริหารคาดว่าจะสามารถทำรายได้จากการก่อสร้างได้ตามเป้าเนื่องจากมี Backlog มากถึง 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นจากโครงการใหม่ที่เริ่มก่อสร้างใน 2H58 มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย 15% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยทั้งปีอยู่ในช่วง 12-15% ตามเป้า
- มีมูลค่าแฝงจากทรัพย์สินกว่า 500 ล้านบาทและมี Tax Shield 500 ล้านบาท : SYNTEC เป็นเจ้าของที่ดินย่านรามอินทรา 55 ไร่ซึ่งมีผู้เสนอซื้อราคาล่าสุดไร่ละ 4 ล้านบาทคิดเป็นมูลค่า 220 ล้านบาท และมีการถือหุ้นบริษัทรถไฟฟ้ากรุงเทพ(BMCL) อีก 176 ล้านหุ้นมูลค่ากว่า 320 ล้านบาท(สมมติฐานราคา BMCL 1.8 บาทต่อหุ้น) เมื่อรวมทั้ง 2 สินทรัพย์ SYNTEC จะมีมูลค่าจากสินทรัพย์แฝง 540 ล้านบาทหรือคิดเป็นมูลค่า 0.34 บาทต่อหุ้น นอกจากนี้ยังมี Tax Shield จากลูกหนี้การค้าที่ล้มละลายซึ่งมีมูลหนี้ประมาณ 500 ล้านบาท หากคดีความสิ้นสุดจะทำให้ SYNTEC เสียภาษีลดลง
- คงคำแนะนำ"ซื้อเก็งกำไร"ราคาเป้าหมาย 3.55 บาท : แม้ว่ากำไร 1H58 จะคิดเป็น 38% ของประมาณการแต่เป็นผลจากค่าใช้จ่ายภาษี 60 ล้านบาท หากคดีความลูกหนี้การค้าล้มละลายสิ้นสุดจะทำให้ทาง SYNTEC มีกำไรปกติปี 58 อยู่ที่ 414 ล้านบาท และใช้ Tax Shield ขอภาษีคืนอีก 103 ล้านบาท (ตามประมาณการของเรา) ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SYNTEC ปี 58 อยู่ที่ 517 ล้านบาท (บนสมมติฐานถ้าคดีความสิ้นสุดภายในปีนี้ตามที่ผู้บริหารคาด) ทางฝ่ายวิจัยจึงคงประมาณการ EPS ปี 58 ตามเดิมที่ 0.32 บาท และประเมินมูลค่าด้วยวิธี PE ratio อิง Prospective PE ที่ 11 เท่าได้ราคาเหมาะสมที่ 3.55 บาท แม้ราคาที่ประเมินได้จะสูงกว่าราคาในกระดาน แต่ในปี 59 จะไม่มีสิทธิประโยชน์จาก Tax Shield เหมือนในปี 58 ทำให้ต้องกลับมาจ่ายภาษีตามปกติทำให้กำไรปรับตัวลง จึงแนะนำเพียง “ซื้อเก็งกำไร”









