ผู้บริหาร บล.เออีซี จำกัด แถลงชี้แจงโอนหุ้นกรณี "ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง" ยืนยันถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน พร้อมให้ความร่วมมือตำรวจมาโดยตลอด
นายพิสิทธิ์ ปทุมบาล กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงการโอนหุ้น กรณีนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ว่า ส่งผลกระทบกับบริษัททั้งทางตรงและทางอ้อม โดยขอยืนยันว่า ระบบงานของบริษัทมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง ควบถ้วนและรัดกุม ตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ขณะเดียวกันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตามข่าว บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนมาโดยตลอด
นายอังกูร พิมพะกร กรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากนายชูวงษ์ผ่านทางเจ้าหน้าที่การตลาดตั้งแต่ขั้นตอนการจัดส่งเอกสารคำขอถอน/โอนหลักทรัพย์ ในวันที่ 5 มิ.ย.58 และในวันที่ 6 มิ.ย. 58 นายชูวงษ์ติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์ผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดพร้อมแจ้งขอโอนหุ้นเข้าบัญชีของน.ส.ศรีธรา พรหมา โดยระบุว่ามีความเกี่ยวข้องเป็นญาติ ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัทหลักทรัพย์จึงโอนหุ้นให้ตามที่นายชูวงษ์ร้องขอในวันที่ 8 มิ.ย. 58 จึงถือว่าขั้นตอนการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ครบตามหลักเกณฑ์ ส่วนกรณีการใช้ปากกาเคมีที่สามารถลบได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลนั้นบริษัทไม่สามารถทราบได้เพราะต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ บริษัททำได้เพียงตรวจสอบลายมือชื่อว่าตรงกับลูกค้าหรือไม่เท่านั้น และเมื่อเกิดเหตุดังกล่าวได้ย้ายให้ น.ส.อุรชา ไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแนะนำการลงทุน แต่ น.ส.อุรชา ขาดงานติดต่อกันเกิน 3 วัน จึงต้องเชิญออกตามกฎระเบียบของบริษัท พร้อมยืนยันว่า บริษัทไม่มีความสนิทสนมส่วนตัวกับนายชูวงษ์
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงการโอนหุ้นของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2557 นายชูวงษ์ได้มาติดต่อที่บริษัท เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัท รวม 2 บัญชี ประเภท คือ บัญชี Cash Balance และ Cash Account ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2557 นายชูวงษ์ได้โอนหุ้น BBL CPN และ PTTEP รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท จากบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งมายังบัญชีของตัวเองที่เปิดไว้กับบริษัท ทั้งนี้ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 นางสาวอุรชาเริ่มเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของบริษัทหลักทรัพย์เออีซี จำกัด (มหาชน) จากนั้นวันที่ 16-19 กุมภาพันธ์ 2558 นายชูวงษ์ได้โอนหลักทรัพย์ในบัญชีของตัวเองไปยังบัญชีที่เปิดไว้กับบริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี โอเอสเค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบัญชีของนายชูวงษ์เช่นกัน
หลังจากนั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 นางสาวศรีธรา พรหมาได้เปิดบัญชีที่บรษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2558 พนักงานของนายชูวงษ์ได้นำใบคำขอถอน/โอน หลักทรัพย์ BBL CPN และ PTTEP มามอบให้กับ น.ส. อุรชา วชิรกุลฑล เจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน เพื่อให้ช่วยดำเนินการโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้กับ น.ส.ศรีธรา พรหมา โดยแจ้งให้ น.ส.สุรดา เที่ยงธรรม หัวหน้า สายงานปฏิบัติงานตลาดลงนาม เพื่อส่งให้กับฝ่ายปฏิบัติการหลักทรัพย์ ดำเนินการตามเกณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หลังจากที่ฝ่ายปฏิบัติการหลักทรัพย์ได้รับเอกสารดังกล่าว ได้ตรวจสอบเปรียบเทียบลายมือของนายชูวงษ์ที่ให้ไว้ พบว่าลักษณะถูกต้องตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่ให้ไว้กับบริษัท จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกับนายชูวงษ์ เพื่อยืนยันการโอนหลักทรัพย์ดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ในวันที่ 5 มิถุนายน จึงไม่ได้ดำเนินการโอนหลักทรัพย์ จนเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายชูวงษ์ได้โทรศัพท์ติดต่อมายังบริษัทผ่านทาง น.ส.อุรชา จากนั้น น.ส.อุรชาได้โอนสายให้ฝ่ายปฏิบัติการหลักทรัพย์ สอบถามและได้รับการยืนยันว่าเป็นนายชูวงษ์ โดยยืนยันว่าต้องการโอนหลักทรัพย์ทั้ง 3 รายการ ให้กับ น.ส.ศรีธรา จริง พร้อมกับแจ้งว่า น.ส. ศรีธรา มีความสัมพันธ์เป็นญาติ ทางฝ่ายปฏิบัติการหลักทรัพย์จึงดำเนินการโอนให้ตามความประสงค์ หลังจากนั้นวันที่ 10 มิถุนายน บริษัทหลักทรัพย์ได้ส่งหลักฐานการโอนหุ้น (Confirm) ไปยังนายชูวงษ์ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้ และวันที่ 15 มิถุนายน นายชูวงษ์ได้สั่งขายหุ้นในบัญชีของตนเองผ่านระบบอินเทอร์เน็ตอีกหลายประการ และบริษัทได้จัดส่งข้อมูลหุ้นคงเหลือในบัญชีให้แก่นายชูวงษ์ ทาง E-mail ตาม E-mail address ที่ให้ไว้กับบริษัท ซึ่งกระบวนการดังกล่าวแสดงว่ามีการรับรู้การโอนหุ้นและจำนวนหุ้นคงเหลือในบัญชีดังกล่าว









