วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (24 ส.ค.58)

อาทิตย์อุทัยฟื้น แดนมังกรดิ่งลง

คาดว่าวันนี้ SET จะปรับลงเนื่องจากมีปัจจัยลบภายในท่ามกลางต่างประเทศที่การเติบโตเป็นลบ ในประเทศคดีระเบิดที่ไม่คืบหน้าเพิ่มโอกาสที่ภาคท่องเที่ยวจะหดตัว ด้านต่างประเทศตัวเลขภาคการผลิตที่ดีของยุโรปและญี่ปุ่นน่าจะถูกหักล้างโดยตัวเลขอุตสาหกรรมของจีน ความกังวลของกรีซที่เกิดขึ้นอีกครั้งน่าจะกระหน่ำซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกยิ่งมีแผลที่ลึกเข้าไปอีก

หุ้นเด่นวันนี้: CK(Bt26.50; NR; Bloomberg 15TP Bt30.21)

บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/58 โตก้าวกระโดด 50.2% YoY โดยมีกำไรก่อนภาษีจากการขายหุ้น บริษัทไชยะบุรี เพาเวอร์ ซึ่ง CK ถืออยู่ 30% ให้แก่บริษัท ซีเคเพาเวอร์ (CKP) เป็นจำนวนเงิน 1.66 พันล้านบาท EPS ในไตรมาส 2/58 เท่ากับ 0.98 บาท เมื่อรวมกับ 0.30 บาท ในไตรมาส 1/58 เป็น 1.23 บาท สำหรับปีแรก หมายความว่ากำไรต่อหุ้นทั้งปีน่าจะเหนือกว่า การคาดการเฉลี่ยของ Bloomberg ที่อยู่ที่ 0.89 บาท ซึ่งมีอัตราการขยายตัวจากปีก่อนหน้า 41.4% โดยมี PE เท่ากับ 29.6 เท่า ซึ่งทำให้ได้อัตราส่วน PEG เท่ากับ 0.71 เท่า ถือว่าหุ้น CK มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง EPS ขยายตัวอีก 12.9% ในปี 2559 แต่เราคาดว่าการเร่งลงทุนโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ภาครัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นจะทำให้กำไรต่อหุ้นในปี 2559 จะขยายตัวมากกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของ Bloomberg เฉพาะภายในปีนี้เราคาดว่าจะมีการเปิดประมูลโครงการภาครัฐไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่ง CK คาดว่าจะชนะ 25% คิดเป็นเงินมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับ Backlog ในมือ 8 หมื่นล้าน จะทำให้บริษัทมีรายรับในอีก 1-2 ปีข้างหน้าอย่างเหลือเฟือ นอกจากงานก่อสร้างแล้ว มูลค่าหุ้น CK ยังถูกผลักดันจากการถือหุ้นในบริษัทในเครือที่อยู่ในตลาดได้แก่ BECL BMCL CKP และ TTW ตลอดจนเงินปันผลจากบริษัทเหล่านี้ ในทางเทคนิเคิล เกิดสัญญาณซื้อในรายวันสำหรับหุ้น CK บ่งชี้การปรับตัวขึ้นในระยะสั้นไปที่ 27.25 บาท ในระยะกลาง หากหุ้นขึ้นไปปิดเหนือ 28.25 บาทได้จะหมายความว่า CK กำลังจะทำจุดสูงสุดใหม่ อย่างไรก็ตามต้องปิดเหนือจุดสูงสุดเท่าที่ 29.50 บาท ให้ได้ก่อนที่จะทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 32.25 บาท (แนวต้าน: 26.50, 27.00, 27.50 ; แนวรับ: 25.75, 25.25, 24.70)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• รัฐบาลเตรียมคุ้มครองความปลอดภัย รัฐบาลวางแผนที่จะเพิ่มตำรวจและการดูแลความปลอดภัยเพื่อให้ชาวต่างชาติมั่นใจว่าจะท่องเที่ยวได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้รัฐยังได้ออกแถลงการณ์ต่อสากลในวันนี้ว่า “ท่านจะปลอดภัยระหว่างที่พักอยู่ที่ประเทศไทยและจะได้รับประสบการณ์ที่ดีจากความเป็นมิตร รอยยิ้มและจิตใจที่ดีที่เรามีให้เสมอ” ในข่าวตะวันตกที่เกี่ยวข้องสื่อรายงานว่าตำรวจไทยขาดเครื่องมือที่ทันสมัยทำให้การสืบสวนเป็นไปอย่างล่าช้า (Bangkok Post)

• สมาชิก สปช. 2 รายไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญโดยนายวันชัย สอนศิริ และนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ยืนยันว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของสปช. ที่จะมีการตัดสินใจในการโหวตรับหรือไม่รับในวันที่ 6 ก.ย.นี้ โดยระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยระบบการเลือกตั้งเป็นแบบสัดส่วนผสมจะทำให้เกิดรัฐบาลอ่อนแอ (Bangkok Post)

• การเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างไทยกับออสเตรเลียใต้ นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียตอนใต้ได้เข้าพบ รมว.กระทรวงคมนาคมเมื่อวันศุกร์เพื่อหารือความเป็นไปได้ในความร่วมมือระดับทวิภาคีในกลุ่มบริการและเทคโนโลยีอาหา, การศึกษาและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (The Nation)

• แผนการท่องเที่ยวแพร่ จังหวัดแพร่เป็นจุดหมายใหม่ในความพยายามตั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้มีนักท่องเที่ยวตามเป้าหมายที่ 8 แสนคนและเป้ารายได้ 2 พันลบ. ในระหว่างฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังจะมาถึง (The Nation)

• SCCวางแผนขยายไลน์การผลิตปูนซีเมนต์ที่ 3 เพิ่มเติมทางตอนใต้ของประเทศกัมพูชาด้วยเงินลงทุนราว 200-300 ล้านดอลลาร์ฯ หลังจากที่เพิ่งเดินเครื่องไลน์การผลิตปูนซีเมนต์ที่ 2 ในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากกัมพูชามีการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการลงทุนต่างๆ รออยู่อีกเป็นเป็นจำนวนมากที่จะหนุนความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ให้เติบโตอย่างมีนัยฯ (The Nation)

ต่างประเทศ:

• ตลาดกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวของจีน เนื่องจากมีสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเพิ่มมากขึ้นทำให้มีการคาดการณ์ว่าจีนจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การประชุมเฟดทำให้นักลงทุนจับตามองอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ว่าเฟดจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ (Reuters)

• การเลือกตั้งฉุกเฉินของกรีซเพิ่มความกังวลให้แก่นักลงทุน การเลือกตั้งกรีซที่กำลังจะเกิดขึ้นทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่ากรีซจะสามารถปฏิรูปประเทศตามที่สัญญาและทำให้เศรษฐกิจและการเงินกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ (Reuters)

• เกาหลีเหนือ-ใต้ได้เจรจากันข้ามคืน ต่อเนื่องมาถึงเช้าวันจันทร์ เป็นความพยายามที่จะลงความตึงเครียดจากการผลัดกันยิงตอบโต้บริเวณคาบสมุทร (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงเมื่อวันศุกร์ ดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวลดลงเกินกว่า 3% ในวันเดียวจากความกลัวว่าเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวจะส่งผลต่อนักลงทุนทั่วโลก มีรายงานเมื่อคืนว่าภาคการผลิตของจีนหดตัวลงมากที่สุดนับแต่ปี 2552 ยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนและรัฐบาลจีนจะออกมาตรการอะไรบ้างเพื่อยับยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือนเมื่อวันศุกร์ จากความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนซึ่งกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกและนักลงทุนจำนวนมากยังคงลงทุนอย่างระมัดระวังในระยะสั้น (Reuters)

• ดัชนีการผลิตในยุโรปเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนสิงหาคม ดัชนีการผลิต Markit’s Composite Flash เพิ่มขึ้นเป็น 54.1 ในเดือนนี้จาก 53.9 ในเดือนกรกฎาคม ผลสำรวจของรอยเตอร์สได้คาดการณ์ก่อนหน้าว่าดัชนีจะตกมาอยู่ที่ 53.8 ดัชนีดังกล่าวอยู่ในระดับเกิน 50 ซึ่งหมายถึงมีการเติบโตนับแต่กลางปี 2556 (Reuters)

เอเชีย:

• กองทุนบำเหน็จบำนาญจีนพร้อมลงทุนในตลาดหุ้น โดยสำนักข่าว Xinhua ของจีนเปิดเผยว่ารัฐบาลจีนวางแผนจะให้กองทุนบำเหน็จบำนาญราชการของจีนลงทุนในตลาดหุ้นได้เป็นครั้งแรก โดยเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถลงทุนหุ้นจีนได้ในสัดส่วนถึง 30% ของมูลค่าสินทรัพย์รวมปัจจุบันที่ 5.48 แสนล้านดอลลาร์ฯ นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถลงทุนในตราสารอนุพันธ์และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ (Reuters)

• ภาคการผลิตของจีนเดือน ส.ค. หดตัวมากที่สุดในรอบ 6 ปีครึ่ง หลังจากที่ความค้องการใช้ในประเทศและการส่งออกต่างหดตัวลง ซึ่งประเด็นดังกล่าวสร้างความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดย Caixin/Markitรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตจีนเดือน ส.ค. อยู่ที่ 47.1 ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2552 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโพลล์สำรวจของ Reuters ซึ่งอยู่ที่ 47.7 นอกจากนี้ยังเป็นการหดตัวลงจากตัวเลขเมื่อเดือน ก.ค. ที่ 47.8 และอยู่ในระดับต่ำกว่า 50.0 เป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน (Reuters)

• ระเบิดครั้งใหญ่ที่โรงงานเคมีในเมืองหวนไท้ ทางตะวันออกของมณฑลซางตง เมื่อวันเสาร์ทำให้มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายและบาดเจ็บเก้าราย เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามมากขึ้นเดี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในจีน เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดระเบิดสองครั้งที่คลังเก็บสินค้าและวัตถุอันตรายได้สร้างความเสียหายแก่นิคมอุตสาหกรรมที่ท่าเรือตอนเหนือของเมืองเทียนจิน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 121 ราย และบาดเจ็บกว่า 700 ราย และอพยพอีกหนึ่งพันรายจากความเสี่ยงต่อร่างกายจากสารเคมีในที่เกิดเหตุ (Reuters)

• กิจกรรมการผลิตอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นขยายตัวในเดือน ส.ค. ซึ่งเป็นการเติบโตเร็วสุดในรอบเจ็ดเดือนจากคำสั่งซื้อในประเทศที่มากขึ้นสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจากที่ติดลบในไตรมาสสอง ดัชนี Markit/Nikkei Japan Flash Manufacturing PMI หลังปรับฤดูกาลเพิ่มขึ้นเป็น 51.9 ในเดือน ส.ค. จาก 51.2 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนียังคงยืนเหนือ 50 เป็นเวลาสี่เดือนติดต่อกันและสะท้อนกิจกรรมการผลิตขยายตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ทองขึ้นต่อ ทองคำตลาดจรแตะจุดสูงสุดรอบวันที่ 1,168.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในวันศุกร์หนุนโดยดอลลาร์ที่อ่อนค่าและซีอีโอของ Valcambiบริษัทถลุงทองที่ใหญ่ที่สุดกล่าวว่าเงินสะสมในอีทีเอฟทองคำลงมาใกล้จุดต่ำสุดนับแต่ปี 51 และเขาคาดว่าราคาทองจะพุ่งขึ้นแตะ 1,350 ดอลลาร์ภายในกลางปี 59(Reuters)

• ราคาน้ำมันดิบร่วงจากความกังวลเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปิดลง 87 เซนต์หรือ 2.1% สู่ระดับ 40.45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังจากแตะจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปีครึ่งที่ 39.86 ดอลลาร์ เป็นการหลุดแนว 40 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 52 เป็นเพราะโภคภัณฑ์ถูกกดดันด้วยความกังวลเรื่องอุปทานล้นเกินในสหรัฐและตัวเลขการผลิตที่อ่อนแอในจีน น้ำมันดิบเบรนท์ร่วง 1.16 ดอลลาร์หรือ 2.5% มาอยู่ที่ 45.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)