ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่ลดลง
วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่ลดลง
+ น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส และน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนที่อยู่อาศัยที่กำลังก่อสร้างสหรัฐ ในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 1.21 ล้านยูนิต สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.18 ล้านยูนิต และเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. ในปี 2550 ตัวเลขที่อยู่ในระดับสูงบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลของภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ววัน
+ นอกจากนี้ ตัวเลขปริมาณนํ้ามันดิบคงคลังของสหรัฐ ที่ประกาศโดยสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐ (API) ปรับตัวลดลง 2.3 ล้านบาร์เรล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ของสถาบันต่างๆ คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าว่า ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ น่าจะลดลงประมาณ 2 ล้านบาร์เรล จากอุปสงค์ที่ค่อนข้างแข็งแกร่งของสหรัฐ ทั้งนี้ตลาดยังคงจับตามองตัวเลขปริมาณนํ้ามันดิบคงคลังสหรัฐ ที่จะประกาศโดยสำนักงานพลังงานสากล (EIA) ในคืนนี้ว่าจะลดลงในระดับ 2 ล้านบาร์เรล ตามที่คาดการณ์หรือไม่
- อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงวิตกกังวลต่อการร่วงลงอย่างหนักของดัชนีตลาดหุ้นจีน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันรายใหญ่ของโลก นอกจากนี้ ภาวะอุปทานล้นตลาดจากทางฝั่งโอเปกที่ยังคงผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่องและทางด้านสหรัฐ ที่ยังคงเพิ่มปริมาณหลุมขุดเจาะน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง ยังคงส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันให้ไม่สามารถปรับตัวได้สูงขึ้นมากนัก
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่ยังคงซบเซา รวมไปถึงปริมาณอุปทานส่วนเกินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศไต้หวัน จีน และไทยที่ยังคงกดดันตลาดน้ำมันเบนซินอยู่
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นสวนทางน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากโรงกลั่นแห่งหนึ่งในตะวันออกกลางเกิดปัญหาไฟฟ้าขัดข้อง รวมถึงอุปทานส่วนเกินที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังโรงกลั่นในเอเชียมีแผนปิดซ่อมบำรุงและปรับลดกำลังการผลิตลงในช่วงนี้
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวที่กรอบ 41-46 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- จับตาทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศการลดค่าเงินหยวนลงเกือบร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นการส่งออกของจีน โดยการลดค่าเงินหยวนครั้งนี้ได้สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของจีน ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก และความวิตกที่จีนยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ที่เน้นการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ
- ความกังวลต่อภาวะอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากฝั่งของผู้ผลิตนอก และในกลุ่มโอเปก ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก็ตาม โดยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่ทางฝั่งของกลุ่มโอเปกยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงแตะระดับ 31.50 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี
- ติดตามการแก้ไขวิกฤติหนี้กรีซ หลังจากกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงในหลักการกับกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อปลดล็อคเงินกู้งวดใหม่เพื่อนำไปชำระหนี้งวดถัดไป โดยล่าสุดกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ได้สำเร็จ โดยกลุ่มเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และกองทุนเพื่อเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ตกลงอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ปี ทั้งนี้ นับว่ากรีซสามารถผลักดันข้อตกลงเงินกู้เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจกรีซ ทันการชำระหนี้งวดถัดไปราว 3.2 พันล้านยูโรในวันที่ 20 ส.ค.นี้
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดี และสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจพิจารณาการปรับขึ้นดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) ในการประชุม Fed ในวันที่ 16-17 ก.ย. หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ร้อยละ 0 - 0.25) ตั้งแต่ปี 52 โดยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น และส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









