จับตาข้อมูลจีดีพีวันนี้
หุ้นไทยวันนี้คาดเคลื่อนตัวในกรอบแคบจากการลดค่าเงินหยวนของจีนยังคงสร้างความกังวลในตลาดแม้ว่าค่าเงินจะมีเสถียรภาพจากการที่ธนาคารกลางจีนตรึงค่าเงินหยวนให้สูงขึ้นเทียบกับเงินดอลลาร์ในวันศุกร์เทียบกับวันก่อนหน้า จีดีพีของญี่ปุ่นในไตรมาสสองที่ออกมาติดลบได้สะท้อนในตลาดแล้วซึ่งควรจะมีนโยบายกระตุ้นตามมา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐที่ออกมาล่าสุดนำมาซึ่งความเป็นไปได้ในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเฟดกลับกันกับอารมณ์ตลาด วันนี้สิ่งที่ต้องจับตากคือการประกาศจีดีพีของไทยงวดไตรมาส 2/58 โดยสภาพัฒน์
หุ้นเด่นวันนี้: SAPPE (ราคาปิด 28.75 บาท; NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 35.62 บาท)
บมจ. เซ็ปเป้ ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งไม่มีแอลกอฮอล์แต่ใช้ส่วนผสมของสมุนไพร, วิตามินและเกลือแร่ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้แก่ บิวติ ดริ้งค์, ชาพร้อมดื่มและน้ำผลไม้ SAPPE เป็นหุ้นในกลุ่มส่งออกซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสัดส่วนของยอดขายในประเทศไทย 39% , เอเชีย 46%, ยุโรปและสหรัฐ 9%, ตะวันออกกลางและอื่นๆ 6% นอกจากนี้ จากการลงทุนขยายธุรกิจและซื้อเครื่องจักรในช่วงปี 54-57 ของโรงงานที่คลอง 13 ยังช่วยเพิ่มกำลังการผลิตซึ่งจะเริ่มใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 3/58 รองรับการเติบโตของอุปสงค์ของกลุ่มคนรักสุขภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จาก Bloomberg consensus คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 19.9% ในปีนี้และเติบโตต่อเนื่อง 20.3% ในปี 59 อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 41.5% จาก 39.5% ในปีก่อน ทั้งนี้ รูปแบบราคาหุ้น ได้เกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ แม้จะมี Sell Signal เกิดขึ้นในรายสัปดาห์และรายเดือนคอยกดดันการปรับตัวขึ้น แต่ราคาหุ้นมีเป้าหมายแรกของการฟื้นตัวอยู่ที่ 29.75 บาท ก่อนทดสอบเป้าหมายสำคัญที่ 32.50 บาท (แนวต้าน: 29.00, 29.50, 30.00; แนวรับ: 28.25, 27.75, 27.25)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• อดีตผู้แทน 248 คนรอดจากการถูกฟ้องร้อง โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อศุกร์ด้วยคะแนน 140-150 โหวตว่าไม่ผิด การฟ้องร้องดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยป้องกันและปราบปรามการคอรัปชั่นซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 50 ในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิก โดยต้องได้คะแนนโหวตจำนวนสามในห้าของสมาชิกนิติบัญญัติหรือ 132 คนจาก 220 คนในการลงมติ (The Nation)
• สศค. หวังพึ่งการเบิกจ่ายงบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังหวังว่าแผนของรัฐบาลที่จะเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 59 เริ่มตั้งแต่ ต.ค.นี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายโดยหวังให้การเติบโตทั้งปียืนได้เหนือระดับ 3% ซึ่งอยู่ในระดับบนของช่วงประมาณการ 2.5-3.5% สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางได้ตั้งเป้าเชิงรุกว่าจะเบิกจ่ายงบลงทุนได้ที่ 15% ของ 1 ล้าน ลบ.จากหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจสำหรับปีงบประมาณ 59 ซึ่งจะช่วยอัดฉีดเงินเข้าระบบได้ 1.5 แสน ลบ. (Bangkok Post)
• รถไฟรางคู่หกแห่งจะเปิดประมูลช่วง ธ.ค. – ม.ค. กล่าวโดย รมว.คมนาคม พลเอกประจิณ จั่นตอง โดยในเดือน มี.ค. คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 8 ปี ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีนี้ รวมมูลค่าโครงการทั้งหมดประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท (The Nation)
• การลงทุนภาคเอกชนผลักดันอัตราการเติบโต คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เชื่อว่าการลงทุนภาคเอกชนจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยในครี่งปีแรก บีโอไอได้อนุมัติแล้ว 1,254 โครงการ มูลค่ารวม 412 พันลบ. ในขณะที่เป้าหมายการอนุมัติปีนี้อยู่ที่ 1,700 โครงการมูลค่ารวม 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 57 บีโอไออนุมัติทั้งหมด 744 โครงการรวมมูลค่า 185 พันลบ. ทั้งนี้ ในครึ่งปีแรกของปี 58 บีโอไออนุมัติการนำเข้าเครื่องจักรมูลค่ารวม 116 พันลบ.เพิ่มขึ้นจาก 109 พันลบ.ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (Bangkok Post)ความเห็น: การนำเข้าเครื่องจักรเพิ่มขึ้นเป็นตัวชี้นำการลงทุนแท้จริงในปีนี้
• กสท.มุ่งทำ 4จีด้วย กสท.โทรคมนาคมยื่นขอต่อ กสทช.เพื่อยกระดับคลื่น 1800 เมกะเฮิร์ตซ์และ 850 เมกะเฮิร์ตซ์ให้บริการ 4จีได้ ถ้า กสทช.เห็นชอบแล้ว DTAC และ TRUE จะได้ประโยชน์เพราะจะสามารถขยายบริการ 4จีผ่านความร่วมมือกับ กสท.ที่มีอยู่ได้ (The Nation)
• กฎใหม่ลดความกังวลของ ICAO คณะกรรมการย่อยที่ถูกจัดตั้งขึ้นชุดใหม่จะช่วยให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับปัญหาอุตสาหกรรมการบินของไทยเร็วขึ้น โดยจะตั้งศูนย์สั่งการในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น (Bangkok Post)
• TVT (2.46 บ, ราคาเป้าหมายปี 58 3.30 บ.) รายงานกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/58 ที่ 10.7 ลบ. เพิ่มขึ้น 108% QoQและ 518% YoY รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 122 ลบ. เพิ่มขึ้น 78% QoQและ 2%YoY และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 29% จาก 23% ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (SET)ความเห็น: ผลประกอบการออกมาต่ำกว่าที่เราประมาณการที่ 14 ลบ.เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการจะออกมาดีต่อเนื่องไปยังไตรมาส 3/58 จากการเริ่มออกอากาศรายการเต้นเปลี่ยนชีวิตทางช่อง 3 ในเดือน ส.ค.
ต่างประเทศ:
• การลดค่าเงินหยวนของจีนมีอิทธิพลต่อตลาด เนื่องจากเงินหยวนอ่อนค่าลง 3% ในสัปดาห์ก่อน และนักลงทุนยังคงสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะยังคงกดดันค่าเงินเยนและเงินสกุลอื่น ๆ ในเอเชียหรือไม่ บรรดาสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ต่างร่วงลงสู่ราคาต่ำสุด (Reuters)
• ธนาคารกลางจีนปกป้องค่าเงินหยวน ธนาคารกลางจีนได้กำหนดค่ากลางของเงินหยวนที่ 6.3975 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐก่อนตลาดเปิดเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นกว่าวันก่อนซึ่งปิดที่ 6.3990 เงินหยวนยังแข็งค่าขึ้นในตลาด spot market อีกด้วยโดยซื้อขายอยู่ที่ 6.3908 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)
• กรีซได้รับความมั่นใจว่าจะได้รับเงินกู้แน่นอน คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ยืนยันว่ากรีซจะได้รับเงินกู้จำนวน 8.6 หมื่นล้านยูโรเป็นเวลา 3 ปีหลังจากการเจรจาในกรุงบรัสเซลส์ นายกรัฐมนตรีกรีซ นายอเล็กซิส ซีปราสจำต้องพึ่งเสียงจากพรรคฝ่ายค้านเพื่อจะชนะการลงมติในสภาในวันศุกร์สำหรับโครงการเงินกู้เพื่อช่วยกรีซล่าสุดซึ่งเป็นครั้งที่ 3 นับแต่ปี 2553 (Reuters)
• นายกกรีซอาจจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า พรรค PASOK ซึ่งเป็นพรรคสังคมนิยมซึ่งเข้าร่วมพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่าพรรคจะไม่สนับสนุนนายกกรีซหลังจากพรรคซีริซาของนายกกรีซได้คัดค้านแผนช่วยเหลือกรีซรอบใหม่ เหตุการณ์นี้อาจทำให้นายกกรีซต้องจัดการเลือกตั้งหากเป็นฝ่ายแพ้ (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเมื่อวันศุกร์ หลังจากมีการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐในเชิงบวกและรัฐมนตรีคลังในเขตยูโรเห็นพ้องที่จะให้เงินช่วยเหลือแก่กรีซเป็นครั้งที่ 3 ดัชนีหลักทั้ง 3 ตัวต่างปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ดีดกลับหลังจากที่ร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์จากความกังวลของนักลงทุนว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวและการลดค่าเงินหยวน นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกันยายนซึ่งทำให้ตลาดปรับตัวบวก (Reuters)
• ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกรกฎาคม ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมิถุนายนเนื่องจากการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และรถยนต์เพิ่มขึ้น 10.1% จากข้อมูลที่เฟดประกาศเมื่อวันศุกร์ ตัวเลขในเดือนมิถุนายนเดิมประกาศไว้ว่าเพิ่มขึ้น 0.2% นักเศรษฐศาสตร์เดิมคาดการณ์ว่าเพิ่มขึ้น 0.3% (Reuters)
• ยอดขายปลีกสหรัฐในเดือนกรกฎาคมดีดกลับ เนื่องจากการบริโภคภายในครัวเรือนกระตุ้นการซื้อรถยนต์และสินค้าอื่นๆ ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นไตรมาส 3/58 และอาจส่งผลให้เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย ยอดค้าปลีกสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก่อนเป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ และไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นการปรับตัวเลขในเชิงบวกจากเดิมที่คาดว่าจะลดลง 0.3% (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงต่ำสุดในรอบหกสัปดาห์ ลดลง 2.9% เนื่องจากหุ้นบริษัทส่งออกมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการลดค่าเงินหยวน (Reuters)
• เศรษฐกิจในเขตยูโรเติบโตน้อยกว่าที่คาดในไตรมาส 2/58 Eurostat กล่าวว่าจีดีพีของ 19 ประเทศในเขตยูโรโตขึ้น 0.3%QoQระหว่างเดือนเม.ย.-มิ.ย. และเพิ่มขึ้น 1.2% YoY นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4%QoQและ 1.3% YoY (Reuters)
เอเชีย:
• เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว 1.6% YoY ในไตรมาส 2/15 ลดลงเป็นครั้งแรกใน 3 ไตรมาสเนื่องจากยอดส่งออกและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลงจากข้อมูลที่ประกาศเมื่อวันจันทร์ นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ก่อนหน้าว่าจะลดลง 1.9% หลังจากมีการแก้ไขตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 1/58 ว่าเติบโต 4.5% การเติบโตของจีดีพีลดลง 0.4% ในไตรมาส 2/58 ส่วนนักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ว่าลดลง 0.5% (Reuters)
• ธนาคารกลางจีน: เงินหยวนอาจมีทิศทางทั้งบวกและลบ และไม่น่าจะมีการปรับค่ากลางอีก การที่จีนลดค่าเงินหยวนในสัปดาห์ก่อนทำให้ไม่น่าจะมีการปรับค่ากลางอีก และเงินหยวนน่าจะมีทิศทางทั้งบวกและลบเมื่อเศรษฐกิจมีเสถียรภาพแล้ว นายหม่า จุน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารกลางจีนได้ให้ความเห็นไว้เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายหม่ายังกล่าวอีกว่าเขาคาดว่าเศรษฐกิจจะโตขึ้นประมาณ 7% ในปีนี้ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล (Reuters)
• จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดในเมืองเทียนจินเพิ่มขึ้นเป็น 112 ราย และมีจำนวนผู้สูญหาย 95 รายซึ่งส่วนมากเป็นพนักงานดับเพลิง คาดว่าจะมีจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 720 รายในช่วงเวลา 4 วันหลังจากเกิดเหตุระเบิดในเขตนิคมอุตสาหกรรมเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันดิบร่วงแตะระดับต่ำสุดนับแต่ปี 2009 ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อย ราคาน้ำมันดิบสหรัฐปิดเพิ่มขึ้น 27 เซนต์สู่ระดับ 42.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลหลังได้ลงไปแตะ 41.35ดอลลาร์ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดรอบ 6 ปีครึ่ง น้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 0.5% มาอยู่ที่ 49.00ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• ทองร่วงเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ เพราะดอลลาร์ที่แข็งค่าจากตัวเลขสหรัฐที่ดูดีขึ้นและนักลงทุนให้น้ำหนักกับผลจากจีนแทรกแซงค่าเงินในช่วงที่ดอกเบี้ยสหรัฐเตรียมปรับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ ทองคำตลาดจรปรับลง 0.2% สู่ 1,112.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังไปแตะที่ 1,126.31 ดอลลาร์ ในวันพฤหัสซึ่งเป็นจุดสูงสุดนับแต่ 20 ก.ค. (Reuters)





