“ราคาน้ำมันดิบถูกกดดัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของจีน และอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาด”
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 42 - 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 47- 52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (10 - 14 ส.ค. 58)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะได้รับแรงกดดันจากความกังวลของตลาดต่อภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว ประกอบกับอุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยผู้ผลิตทางฝั่งโอเปคไม่มีแนวโน้มว่าจะชะลอกำลังการผลิตลง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่องก็ตาม ขณะเดียวกันผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคก็ยังคงปริมาณการผลิตในระดับสูงเช่นกัน นอกจากนี้ ตลาดยังคงได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มดีขึ้นและตลาดแรงงานสหรัฐ มีการขยายตัวที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุม FED ที่จะมาถึงในเดือน ก.ย.นี้
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- จับตาทิศทางเศรษฐกิจจีนที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวว่าจะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) ประกาศลดค่าเงินหยวนลงเกือบร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี เพื่อกระตุ้นการส่งออกของจีน การลดค่าเงินหยวนในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจของจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รวมถึงความกังวลของตลาดต่อจีนที่ยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายในการปฏิรูปเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี นักลงทุนเกิดความกังวลว่าประเทศอื่นอาจมีแนวโน้มที่จะปรับลดค่าเงินเพื่อเพิ่มความสามารถในภาคการส่งออก จนส่งผลให้เกิดสงครามค่าเงินและอาจส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกได้
- ความกังวลต่อภาวะอุปทานส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งจากฝั่งของผู้ผลิตนอกและในกลุ่มโอเปค ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 20 ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก็ตาม โดย Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปรับเพิ่มขึ้นอีก 6 แท่น สู่ระดับ 670 แท่น (สิ้นสุด ณ วันที่ 7 ส.ค. 58) ในแหล่ง Permian, Bakken และ Eagle Ford ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐบางส่วนได้วางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงก่อนหน้านี้ที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยราว 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในเดือน ก.ค. ปรับตัวลดลงสวนทางกับที่ผู้ผลิตเหล่านี้ได้คาดการณ์ไว้ ในขณะที่ทางฝั่งของกลุ่มโอเปคยังคงกำลังการผลิตในระดับสูงแตะระดับ 31.50 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 3 ปี
- ติดตามการแก้ไขวิกฤตหนี้กรีซ หลังจากกรีซสามารถบรรลุข้อตกลงในหลักการกับกลุ่มเจ้าหนี้เพื่อปลดล็อคเงินกู้งวดใหม่เพื่อนำไปชำระหนี้งวดถัดไป โดยกลุ่มเจ้าหนี้ ได้แก่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) และกองทุนเพื่อเสถียรภาพยุโรป (ESM) ได้ตกลงอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซมูลค่า 8.6 หมื่นล้านยูโร โดยมีระยะเวลาการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ปี ซึ่งนับว่ากรีซสามารถผลักดันข้อตกลงเงินกู้เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจกรีซ ทันการชำระหนี้งวดถัดไปราว 3.2 พันล้านยูโรในวันที่ 20 ส.ค. นี้ และยังสามารถคงสภาพการเป็นสมาชิกในกลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร หรือยูโรโซนต่อไป
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีและสะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเพิ่มความเป็นไปได้ที่ FED อาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย (Fed Funds Rate) ในการประชุม 16-17 ก.ย.นี้ หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ (ร้อยละ 0 - 0.25) มาตั้งแต่ปี 52 โดยการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบ
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนที่อยู่อาศัยที่กำลังก่อสร้าง ดัชนีราคาผู้บริโภค และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (10 – 14 ส.ค. 58)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง 1.37 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 42.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลง 0.42 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 49.03 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันดิบได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด เนื่องจากจำนวนหลุมขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐ ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคที่ยังอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้อุปสงค์น้ำมันดิบที่เริ่มปรับตัวลดลงหลังสิ้นสุดฤดูกาลท่องเที่ยวของสหรัฐ ก็เป็นอีกปัจจัยที่เข้ามากดดันราคาน้ำมันดิบเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี การลดลงของปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ และการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีส่วนช่วยพยุงราคาน้ำมันดิบ
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









