วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯยันไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางศก.ในอาเซียน

นายกฯระบุไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในอาเซียน แจงรัฐบาลพร้อมส่งเสริมการส่งออกและตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” กล่าวถึงการมห้การต้อนรับผู้แทนนักธุรกิจและสภาธุรกิจของประเทศสหรัฐฯ ว่า ตนและผู้แทนระดับสูงของรัฐบาล ได้มีโอกาสให้การต้อนรับและหารือกับผู้แทนคณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน กว่า 70 คน จากบริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกา 29 บริษัท ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พลังงาน การเงิน โลจิ สติกส์ ยานยนต์ การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ ยา และเวชภัณฑ์ ยาสูบ เป็นต้น โดยนักธุรกิจเอกชนสหรัฐฯ เห็นพ้องกันว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่โดดเด่น ในภูมิภาค พร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิรูปประเทศของไทย และต้องการ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยของเราอีกด้วย สิ่งที่ผมเห็นจากนักลงทุนต่างชาติที่เขาต้องการหลักๆ ก็คือ ความมั่นคง ความมีเสถียรภาพทางด้านการเมือง และนโยบายของรัฐบาล ในการส่งเสริมความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และก็การปรับกฎระเบียบ กติกา มาตรการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อจะทำให้การดำเนินธุรกรรมนั้นง่ายขึ้นลดขั้นตอน รวมทั้งต้องการให้รัฐบาล มีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์ของชาติ ที่มีความชัดเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นเครื่องสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ในการประกอบธุรกิจ ภายในประเทศของเรา 

"คสช.กับรัฐบาลนี้ ก็ได้พยายามวางรากฐานเอาไว้ให้แล้ว อาทิเช่น พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฯ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฯ โดยได้นำ “สัญญาคุณธรรม” (Integrity Pact) ระบบ CoST และศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จเพื่อการบูรณาการมาใช้ด้วย ผมเองก็ได้แสดงให้นักลงทุนต่างชาติเหล่านั้นทุกประเทศเลยให้เขาเห็นขีดความสามารถในการแข่งขัน จุดแข็ง และศักยภาพของประเทศไทย ในการที่จะสร้างความเชื่อมั่น แล้วก็พยายามให้เขาเห็นว่า ไทยมีความพร้อมในการรองรับการลงทุนต่างๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ในอาเซียน ด้านการค้าการลงทุนและกิจกรรมเศรษฐกิจ "พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการส่งออกแล้วก็จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงในประเทศกับภูมิภาค ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ

เรื่องต่อไปคือการเตรียมการปรับเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจดิจิตอล โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT Infrastructure) เรื่องต่อไปการปรับโครงสร้างและมาตรการทางภาษี เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ มาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarters : IHQ) และบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Center : ITC) ในบ้านเมืองเราด้วยเรื่องต่อไป คือ เรื่องต่อไปคือการส่งเสริมและขยายความร่วมมือภาคเอกชนกับภาครัฐ ในรูปแบบการเป็นหุ้นส่วน (Public-Private Partnership : PPP) ทั้งในด้านการลงทุน การศึกษา วิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ และด้านนวัตกรรม และอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของศักยภาพของประเทศนะครับ ในเรื่องของด้านการเกษตรและสินค้าการเกษตร การบริการ การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ด้านสาธารณสุข อัญมณี ที่เป็นกำลังสำคั ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หากได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ก็สามารถผลักดันให้เป็นศูนย์กลางในอาเซียน ได้เช่นกัน 

"ในช่วงที่ผ่านมานั้นในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยเรานั้นยังคงต้องเร่งพัฒนาหลายด้านด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้เพื่อจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รัฐบาลนี้ ให้ความสำคัญในการผลักดันมาตรการและงบประมาณ ในการที่จะนำองค์ความรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Science based) ไปสู่ภาคการผลิต หรือห่วงโซ่อุปทานทั้งนี้ นอกจากการสร้างคุณค่า, มูลค่าเพิ่ม ในการผลิตสินค้าหรือบริการแล้ว ก็ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการเจริญเติบโต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเพิ่มผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุน อันจะเป็นกลไกที่สําคัญในการขับเคลื่อนให้ไทย สามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้พัฒนาอย่างยั่งยืน หลุดพ้น กับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว