สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (30 ก.ค. – 5 ส.ค. 2558) :
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลง โดย DJIA -1.2% การปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้แก่ เอ็กซอน โมบิล และเชฟรอน หลังจากรายงานงบ 2Q58 ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ และปัจจัยลบจากการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ รวมถึง Facebook, P&G, Disney ที่รายงานผลประกอบการต่ำกว่าคาด นอกจากนี้ประธานเฟด Lockhart ส่งสัญญาณเฟดพร้อมขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลง ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น DAX +3.8%, CAC ฝรั่งเศส +3.6% และ FTSE +1.8%
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (30 ก.ค. – 5 ส.ค. 2558) : สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 2.5% ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตที่ส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังเป็นไปอย่างอ่อนแอ จากความกังวลต่อมาตรการพยุงตลาดหุ้นของรัฐบาล อาจไม่สามารถเรียกความมั่นใจของนักลงทุนได้ รวมถึงบริษัทหลักทรัพย์บางแห่งออกมายกเลิกการให้บริการ Short-selling
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 ก.ค. – 5 ส.ค. 2558) : SET INDEX ฟื้นตัวแต่ยังไม่ผ่าน 1,440 จุด การฟื้นตัวนำโดย SCC หลังรายงานผลประกอบการ 2Q58 ออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดทยอยปรับประมาณการและราคาเหมาะสมขึ้น อย่างไรก็ตามภาพรวมยังขาดปัจจัยใหม่เข้าหนุนการลงทุน นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในภาพรวม อีกทั้งแรงกดดันของกลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรง กดดัน SET INDEX ยังไม่สามารถผ่าน 1,440 จุดไปได้ ปิดที่ระดับ 1,436.36 จุด เพิ่มขึ้น 18.87 จุด หรือ +1.33% ณ วันที่ 5 ส.ค.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (7 – 13 ส.ค. 2558) : MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 18 พร้อมประเมิน SET INDEX แกว่งแคบระหว่าง 1,420-1,450 จุด แม้ว่าจะมีเม็ดเงินใหม่จากการปิดขาย IPO กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ของ บลจ.กรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. ส่วน บลจ.ไทยพาณิชย์จะปิดขาย IPO กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ วันที่ 11 ส.ค. คาดระดมทุนใหม่ได้ราว 1,000 ล้านบาท บวกกับผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนใน 2Q58 ออกมาใกล้เคียงคาดเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยปัจจัยทั้งในและต่างประเทศที่อยู่ในภาวะซบเซา ทำให้การลงทุนในช่วงนี้เป็นไปอย่างเงียบเหงา อีกทั้งนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ต่างจับตาดูการลงมติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำมาประเมินกรอบเวลาของการเลือกตั้งทั่วไป จะเกิดขึ้นใน 2H59 หรือจะเป็น 1H60
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ ขาดความโดดเด่นเช่นกัน นักลงทุนต่างให้น้ำหนักกับการประชุมเฟดในเดือนก.ย. ระหว่างนี้ พัฒนาการของกรีซ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะหนี้ของ ECB มูลค่า 3.2 พันล้านยูโร จะครบกำหนดวันที่ 21 ส.ค. ดังนั้นการเจรจากับเจ้าหนี้จะต้องสรุปให้ได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้นายกฯ กรีซ นำแผนดังกล่าวเสนอต่อสภาฯ เพื่อพิจารณา ก่อนถึงวันเส้นตาย 21 ส.ค. เราเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปทันเส้นตายดังกล่าว เพียงแต่จะมีแรงกดดันทั้ง 2 ฝ่าย
ดังนั้น ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ “เลือกเก็งกำไรเป็นรายตัว” เน้นการเก็งกำไรเป็นรายตัวที่แนวโน้มผลการดำเนินงานใน 2Q58 จะเติบโตเด่น หรือมีเงินปันผลระหว่างกาลที่สูง เพื่อปิดความเสี่ยงจากภาวะตลาดที่ไร้ทิศทางในช่วงนี้
ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. ติดตามการประกาศงบ 2Q58 ซึ่งทยอยประกาศมากขึ้นในสัปดาห์หน้า
2. ติดตามการประชุม BoJ วันที่ 7 ส.ค. และ ECB วันที่ 13 ส.ค.
3. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตฯ และ GDP ของอียู / ผลผลิตภาคอุตฯ – ภาวะการจ้างงาน อังกฤษ/ ภาวะการจ้างงาน – ยอดค้าปลีก ของสหรัฐฯ / การส่งออก – นำเข้า ของจีน / ผลผลิตภาคอุตฯ ญี่ปุ่น







