ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. หลังดัชนีภาคการผลิตจีนลดลง ท่ามกลางความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด
- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ทำให้ราคาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 58 โดยสัญญาราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนท์ ล่วงหน้า เดือน ก.ย. ปรับลดลงประมาณร้อยละ 5 จากวันก่อนหน้า สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจของจีน หลังดัชนีภาคการผลิตลดลง ประกอบกับการปรับลดลงของดัชนีหุ้นจีนอย่างหนัก นอกจากนี้ นักลงทุนมีความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาดเพิ่มขึ้น หลังโอเปคไม่มีแนวโน้มที่จะลดกำลังการผลิต
- ดัชนีภาคการผลิตจีน (Caixin PMI) เดือน ก.ค. ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 49.4 มาที่ระดับ 47.8 ซึ่งน้อยกว่าคาดการณ์ที่ 48.2 และนับเป็นการหดตัวที่ต่ำที่สุดในรอบสองปีนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 56 เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ปรับลดลง และการคาดการณ์เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง หลังธุรกิจจีนมีการลดขนาดบริษัท ส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานลดลงเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกัน นอกจากนี้ โรงงานต่างๆยังถูกกดดันด้านราคา เนื่องจากการแข่งขันจากธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น
- ผลสำรวจจากรอยเตอร์ในสัปดาห์ก่อนรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคผลิตในเดือน ก.ค. ที่ระดับ 32.01 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นไปตามนโยบายของกลุ่มโอเปคที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด แทนการพยุงราคาน้ำมันดิบ ทำให้คาดว่าจะมีอุปทานส่วนเกินประมาณ 1.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสร้างความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาดแก่นักลงทุนเพิ่มขึ้น
- จากความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด สัญญาล่วงหน้าน้ำมันเบนซินของสหรัฐ จึงถูกเทขายอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงกว่าร้อยละ 9 จากวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้แตะระดับต่ำสุดในรอบหกปี และเป็นระดับราคาที่ใกล้เคียงกับระดับต้นปี 58 โดยราคาน้ำมันเบนซินที่ร่วงหนักเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ฉุดราคาน้ำมันดิบลง
- เศรษฐกิจสหรัฐอ่อนตัวลงเล็กน้อย หลังดัชนีภาคการผลิตสหรัฐ (ISM PMI) เดือน ก.ค. อยูที่ 52.7 จุด ลดลงจากระดับ 53.5 ในเดือน มิ.ย. และดัชนีการบริโภคสหรัฐเดือน มิ.ย. ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.2 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบสี่เดือน อย่างไรก็ดี คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐ จะชะลอเพียงชั่วคราว หลังยอดขายรถยนต์กลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 5.3 ในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังตัวเลขการจ้างงานยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น และกดดันราคาน้ำมันดิบ
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากราคาได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการนำเข้าจากศรีลังกาและอินโดนีเซีย ประกอบแรงซื้อจากบริษัทเชลล์ที่ในสิงคโปร์ หลังโรงกลั่น Bukom ปิดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่นน้ำมันดิบขนาด 210,000 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตทั้งสิ้น 500,000 บาร์เรลต่อวัน ในเดือน ก.ค. 58 ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลานานประมาณ 2 เดือน
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์จากอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดีเซลยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาด หลังไต้หวันและอินเดีย เสนอขายน้ำมันดีเซลในตลาดจร ประกอบกับจีนเพิ่มปริมาณการส่งออกในเดือน มิ.ย. เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูการห้ามจับปลา
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 45-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 48-53 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- จับตาทิศทางเศรษฐกิจของจีนว่าจะเป็นเช่นไรต่อไป หลังตลาดหุ้นจีนกลับมาผันผวนหนักอีกครั้งหนึ่ง แม้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจีนจะมีการระดมมาตรการต่างๆ เพื่อที่จะช่วยพยุงการดิ่งตัวของตลาดหุ้นแล้วก็ตาม ส่งผลให้นักลงทุนยังมีความกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจของจีนต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายคาดว่ารัฐบาลจีนจะทุ่มเงินอีกครั้งหนึ่งเพื่อพยุงตลาดหุ้นที่ตกครั้งล่าสุดนี้ ซึ่งอาจจะทำให้มีนักลงทุนเข้าไปช้อนซื้อเพื่อทำกำไร ส่งผลให้ราคาหุ้นอาจจะสูงขึ้นแบบฟองสบู่ ซึ่งจะเกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาวได้ ทั้งนี้ จีนถือเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้น้ำมันเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ดังนั้น หากเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวก็จะทำให้ราคาน้ำมันถูกกดดันปรับลดลงไปได้
- ติดตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐ ส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานซึ่งสิ้นสุดวันที่ 18 ก.ค. ลดลงแตะระดับต่ำที่ในรอบ 42 ปี ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าขึ้นและส่งผลกดดันราคาน้ำมันดิบ
- บริษัทน้ำมันหลักหลายรายเตรียมประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2/58 ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับลดลงราว 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่แผนการปรับลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ของปีหน้าได้ แม้ว่าในปีนี้จะมีบริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หลายรายปรับลดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆที่ไม่จำเป็น รวมถึงลดจำนวนพนักงานลงไปบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี้ หากบริษัทผู้ผลิตน้ำมันมีการปรับลดแผนการผลิตน้ำมันเพิ่มเติม ก็อาจจะเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนไม่ให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงไปมากนัก
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









