วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (31 ก.ค.58)

บวกลบก้ำกึ่ง

คาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ปัจจัยภายนอกที่เป็นบวกเรื่อง Federal Reserve ดูท่าจะมีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยลบภายในประเทศ ถ้อยแถลงของ Fed ที่ระบุว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการที่เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงตีความได้ถึงการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนตลาด อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐยังคงให้ไทยอยู่ใน Tier 3 ของการค้ามนุษย์ซึ่งมีโอกาสกดดันการส่งออกไทยให้แย่ลงอีกเป็นปัจจัยลบสำคัญ ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของทั้งจีนและญี่ปุ่นนั้นเป็นลบโดยตัวของมันเองแต่เป็นบวกด้วยจากการคาดกันว่าจะต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม


หุ้นเด่นวันนี้ :  KCE (ราคาปิด 53.00 บาท;Bloomberg 57.00 บาท)

บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านการผลิตแผ่นวงจร (PCB) น่าจะเป็นผู้ส่งออกที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท ปัจจุบัน KCE กำลังอยู่ระหว่างย้ายสายการผลิตไปโรงงานใหม่และเตรียมจะปิดโรงงานเก่าในไม่ช้า ซึ่งน่าจะเพิ่มความสามารถในการผลิตในโรงงานใหม่ได้อีก 10% สำหรับช่วงแรก การย้ายไปโรงงานใหม่นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตทุกด้าน บริษัทจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ราว 10 ล้านบาทในการปิดโรงงานเก่า และอัตราของเหลือทิ้ง (scrap rate) ลดลงเป็น 4% จาก 9% และ scrap rate จะยิ่งต่ำได้อีกหากมีการจัดซื้อเครื่องมือเข้ามาเพิ่มให้สมบูรณ์กว่าปัจจุบัน อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่นั้นได้ถึงระดับ 50% แล้วในไตรมาส 2 นี้ซึ่งผ่านจุดคุ้มทุนไปแล้วเรียบร้อย และจะเพิ่มเป็น 60-70% ในไตรมาส 3 และ 80% ในไตรมาส 4 ปีนี้ อัตรากำไรของ KCE ดีขึ้นเรื่อยๆ นับจากต้นปีแต่กำไรน่าจะเติบโตอย่างชัดเจนในปีหน้าเป็นต้นไป การมีอัตรากำไรสูงกว่าพวกเดียวกันทำให้สามารถใช้การลดราคาในการดึงส่วนแบ่งตลาดเพื่อชดเชยผลของเศรษฐกิจที่ตกต่ำได้ KCE ยังได้ประโยชน์จากราคาโลหะพื้นฐานที่ร่วงลงในช่วงนี้โดยเฉพาะทองแดงที่ KCE ต้องใช้จ่ายซื้อแผ่นทองแดงถึงราว 10% ของยอดขายและเกือบ 10% สำหรับวัตถุดิบที่ทำจากทองแดงอื่น ตามคาดการณ์เฉลี่ยจากบลูมเบิร์ก กำไรสุทธิของ KCE น่าจะเติบโตได้ 4.5% ปี 58 และพุ่งขึ้นเป็น 17% ในปี 59 สำหรับรูปแบบราคาของ KCE ล่าสุดได้กลับมาเกิดสัญญาณซื้อรายวันครั้งใหม่ บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวระยะสั้นอีกครั้ง คาดว่าน่าจะได้เห็นการปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านลำดับ 2 ที่ 54.25 บาท และเป้าหมายสำคัญที่ 55.75 บาท ได้ตามลำดับ (แนวต้าน: 53.50, 54.25, 55.50; แนวรับ: 52.50, 51.75, 50.50)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• สภาปฏิรูปแห่งชาติ (NRC) กำลังพิจารณาว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ในวันที่ 5-7 ก.ย. สภาปฏิรูปแห่งชาติจะจัดการประชุมในวันพฤหัสหน้าเพื่อพิจารณาข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับร่างกฎหมายสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สภาปฏิรูปฯ จะเน้นไปที่พิมพ์เขียวของการปฏิรูปแห่งชาติซึ่งต้องยื่นต้องคณะรัฐมนตรีในวันที่ 13 ส.ค. จากนั้นสภาปฏิรูปฯ ดำเนินการเกี่ยวกับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นผลให้สภาปฏิรูปฯ พิจารณาว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ย. (The Nation)

• ประเด็นที่สหรัฐฯ จัดไทยอยู่กลุ่ม 3 เรื่องการค้ามนุษย์ส่งผลกระทบเชิงลบเพิ่มเติมต่อภาคการส่งออก โดยล่าสุดอาจส่งผลต่อการตัดลด GSP ส่งออกไปยัง EU เนื่องจากกลุ่ม EU อาจไม่พอใจกับการจัดการระบบประมงนอกกฎหมายของไทย ทั้งนี้สหรัฐฯ และกลุ่ม EU จัดว่าเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย โดยคิดเป็น 20% ของการส่งออกทั้งหมด (The Nation)

• สมหมายยังเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ 3.2% ปีนี้ นาย สมหมาย ภาษี รมว. กระทรวงการคลังกล่าวว่างบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท (Bangkok Post)

• เร่งรัดงบประมาณลงทุน 1.33 แสนลบ. รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณจำนวน 1.33 แสนลบ. สำหรับลงทุนก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า ถนน และระบบการบริหารจัดการน้ำในปีงบประมาณ 2559 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. นี้ โดยเบื้องต้นงบลงทุนส่วนใหญ่จำนวน 7.0 หมื่นลบ. จะนำไปใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำ ขณะที่งบประมาณสำหรับการเวนคืนที่ดินจำนวน 2.74 พันลบ. จะนำไปพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ (Bangkok Post)

• สอท. หั่นเป้าส่งออกปีนี้ลง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยปรับลดมุมมองการเติบโตของภาคส่งออกไทยปีนี้เป็นหดตัวลง 2% จากเดิมที่ประเมินการเติบโตไว้ที่ 1% เนื่องจากการฟื้นตัวที่อ่อนแอของประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ จีน สหรัฐฯ และกลุ่ม EU โดยเฉพาะจากจีนที่มีผลกระทบต่อการหดตัวของภาคการส่งออกถึง 2%(Bangkok Post)

• โอกาสลงทะเบียนวันสุดท้ายสำหรับ 20 ล้านเบอร์ หากลงทะเบียนไม่ทันวันนี้จะไม่สามารถโทรออกหรือใช้บริการข้อมูลได้ แต่ยังสามารถรับสายหรือ smsไปได้อีก 1 เดือน โดย กสทช.คาดว่าช่วงนี้จะมีซิมราว 5 ล้านซิมมาลงทะเบียน ที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะเป็นซิมที่ไม่เคลื่อนไหวอยู่แล้ว (Bangkok Post) ความเห็น: เราคาดว่าน่าจะส่งผลต่อ DTAC มากสุดเนื่องจากมีเลขหมายจำนวนนับแสนที่ใช้โดยชาวพม่าที่ทำงานในไทยและจำนวนไม่น้อยที่เป็นแรงงานที่ไม่มีใบแรงงานต่างด้าวเพื่อลงทะเบียนซิม ในขณะที่ ADVANC น่าจะกระทบเพียงบางส่วนเนื่องจากเราเชื่อว่าซิมที่ไม่ได้ลงทะเบียนจะเป็นเลขหมายที่สร้างรายได้ต่ำอยู่แล้วหรือกระทั่งอาจจะไม่ได้ใช้งานแล้ว

• SCC ประกาศกำไรสุทธิงวด 2Q58 เพิ่มขึ้น 25% QoQและ 63% YoY อยู่ที่ 1.39 หมื่นล้านบาท สูงกว่าประมาณการบลูมเบิร์กเฉลี่ย 20% บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 58 ในอัตรา 7.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนงวดครึ่งปีที่ 1.5% วันขึ้นเครื่องหมาย XD คือวันที่ 10 ส.ค. 58 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 27 ส.ค. 58(SET)ความเห็น: ผลประกอบการที่โดดเด่นมาจากสายธุรกิจปิโตรเคมีเพียงอย่างเดียวด้วยปัจจัยหนุนจากมีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สูงหลังจากที่มีการปิดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมีบางแห่งในภูมิภาคอีกทั้งมีกำไรจากสต็อกสินค้าคงเหลือ ขณะที่การดำเนินงานจากกลุ่มธุรกิจอื่น (ซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและกระดาษ) เพียงทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า

ต่างประเทศ:

• นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย?เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาและกล่าวว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ในการแถลงครั้งล่าสุดเฟดกล่าวว่าเฟดยังประเมินเศรษฐกิจสหรัฐว่า “ใกล้จะสมดุล” หมายถึงว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นขาลงรอบใหม่สูงหากมีภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นและเศรษฐกิจเติบโตมากเกินไป เฟดยังกล่าวอีกว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องแล้ว (Reuters)ความเห็น: เราแปลความหมายของคำว่า “ใกล้จะสมดุล” และประโยคสุดท้ายของการแถลงว่าเฟดมีความโน้มเอียงที่จะดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย (dovish) การประชุม FOMC ครั้งหน้าจะมีขึ้นในวันที่ 16-17 กันยายน

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบเล็กน้อยเมื่อวันพฤหัส ท่ามกลางการประกาศผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ที่ออกมาในเชิงบวกและลบซึ่งทยอยออกมาได้ครึ่งทางแล้ว มีข้อมูลใหม่ที่แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตอย่างรวดเร็วมากขึ้นในไตรมาส 2/58 นักลงทุนให้ความสนใจว่าเมื่อไหร่ที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นักลงทุนบางรายยังคงคาดว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมากกว่าเดือนธันวาคมเนื่องจากการเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 2/58 ที่ชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้(Reuters)

• เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตขึ้นแต่เติบโตในอัตราต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 2/58จีดีพีสหรัฐขยายตัวเพียง 2.3% ต่อปีซึ่งนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเติบโต 2.6% ต่อปี จีดีพีในไตรมาส 1/58 ซึ่งเดิมได้มีการรายงานว่าหดตัวลง 0.2% มีการปรับปรุงตัวเลขแล้วว่าเติบโตในอัตรา 0.6% ต่อปี เศรษฐกิจเติบโต 1.5% ในครึ่งแรกปี 58 เทียบกับ 1.9% ในครึ่งแรกปี 57 การเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 2/58 มาจากการใช้จ่ายในภาคครัวเรือนที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันที่ถูกลงช่วยกระตุ้นกำลังการซื้อ การใช้จ่ายในภาคครัวเรือนซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจสหรัฐโตขึ้น 2.9% จาก 1.8% ในไตรมาส 1/58 (Reuters)

• จำนวนคนที่ขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ก่อนแต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ มีสัญญาณว่าตลาดแรงงานยังอยู่ในภาวะขาขึ้น จำนวนคนที่ขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้น 12,000 ราย อยู่ที่ระดับ 267,000 รายในสัปดาห์ก่อน จำนวนคนที่ขอรับสวัสดิการในสัปดาห์ก่อนหน้าที่ยังไม่ได้ปรับแก้อยู่ที่ 255,000 ราย ซึ่งต่ำสุดนับแต่เดือนพฤศจิกายน 2516 (Reuters)


ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้น 3 วันติดต่อกันในวันพฤหัส จากการประกาศผลประกอบการของบริษัทซีเมนส์ โนเกีย และ Safran ซึ่งเสริมสัญญาณการฟื้นตัว ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่เฟดมีมุมมองเชิงบวกว่าภาวะตลาดแรงงานกำลังฟื้นตัวซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อไหร่ (Reuters)

เอเชีย:

• ภาวะเงินเฟ้อในญี่ปุ่นชะลอตัวลงและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลงมากกว่าที่คาดในเดือนมิถุนายน เดิมธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับ 2% เงินเฟ้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากที่ตลาดคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง การใช้จ่ายภาคครัวเรือนลดลง 2.0% ในเดือนมิถุนายนหลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.8% ในเดือนพฤษภาคมเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ตัวเลขดังกล่าวเมื่อเทียบกับประมาณการเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้น 1.7% (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันล่วงหน้าปิดลบวันพฤหัส กดดันโดยการวิ่งขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สวนกับแง่บวกจากยอดสต็อกน้ำมันสหรัฐที่ลดลงที่น่าจะมากกว่าคาด น้ำมันดิบเบรนท์เดือน ก.ย. ร่วงลง 7 เซนต์ (-0.1%) มาอยู่ที่ 53.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบสหรัฐปิดลง 27 เซนต์ (-0.6%) สู่ระดับ 48.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ทองคำร่วงวันพฤหัสใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง จากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นหลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มดูดีขึ้นในไตรมาส 2/58 หนุนให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐภายในสิ้นปีนี้ ทองคำตลาดจรปรับลง 0.7% สู่ 1,089.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำล่วงหน้าสหรัฐส่งมอบ ส.ค.ปิดลง 0.4% เหลือ 1,088.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)