วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (29 ก.ค.58)

หุ้นไทยถูกมากตอนนี้

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ ตามตลาดหุ้นสหรัฐที่บวกแรงเมื่อคืนและตลาดภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เปิดบวกเช้านี้ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดออกมาค่อนไปทางอ่อนตัวทำให้เก็งกันว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ครั้งแรกอาจเกิดขึ้นไม่เร็วไปกว่า ธ.ค. นอกจากนี้หุ้นไทยตอนนี้ถูกมาก PE ตลาดคาดการณ์อยู่ที่เพียง 14 เท่าเท่านั้น หลังจากตลาดลงแรงในสัปดาห์นี้


หุ้นเด่นวันนี้: SAWAD (Bt35.50; NR; Bloomberg 15TP Bt44.00; Settrade Bt48.25)

เราเลือก SAWAD เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ เนื่องจากบริษัทน่าจะรายงานผลกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2/58 แม้จะเป็นช่วง low season สำหรับการปล่อยสินเชื่ออันเนื่องมาจาวันหยุดยาว เราเชื่อว่า SAWAD ไม่น่าได้รับผลกระทบจากความต้องการใช้เงินสดยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากตัวเลขหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยี่เพิ่มสูงที่ขึ้น นอกจากนี้บริษัทได้มีกลยุทธ์การขยายสาขาในเชิงรุก ปัจจุบันมีสาขากว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ทำให้ผู้บริการมีความต้องการปรับเป้าการเพิ่มสาขาขึ้นเป็น 600 สาขาในปี 58 จากเป้าหมายเดิมที่ 350 สาขา ปัจจัยต่อมาคือการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งที่สองทำให้ต้นทุนบริษัทลดลงและ NIM ขยายตัว ในด้านคุณภาพสินทรัพย์เราคาด NPLs ยังอยู่ในระดับคงที่ ต่ำกว่า 5%สำหรับสินเชื่อทั้งหมด เนื่องจากการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพและอัตราส่วนให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันที่รอบคอบของบริษัท ซึ่งจะช่วยคลายความกังวลว่าบริษัทจะตั้งสำรองเพิ่มในไตรมาสนี้ ตามที่ Bloomberg คาดการณ์ กำไรจะเติบโต 25% ในปี58 และเพิ่มเป็น 38% ในปี 59 Price Pattern ของ SAWAD ที่ได้หลุดจากกรอบการแกว่งตัวที่ 37.25-42.00 บาท บ่งบอกว่า Price Pattern ของ SAWAD ได้เข้าสู่แนวโน้มขาลง (Downtrend) แล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ SAWAD จากการเกิดสัญญาณ Dojiใน Candlestick ล่าสุดนั้น ทำให้ Price Pattern ของ SAWAD มีโอกาสเกิด Reversal Pattern ในระยะสั้น ซึ่งน่าจะเหมาะสำหรับการเล่นเก็งกำไร โดยแนะนำ SAWAD สำหรับเล่นเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 37.25 บาท

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวมากกว่า 3% ปีนี้ จากการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง จากความเห็นของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ คาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวในไตรมาส 4/58 จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง การก่อสร้างและการลงทุนภาคเอกชน จะเห็นชัดเจนปีหน้า การส่งออก (56% ของGDP) หดตัว 4.84% ในครึ่งปีแรกจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าการเกษตร อย่างไรก็ตามทุกประเทศเผชิญสภาวะการส่งออกชะลอตัวลงด้วยกัน โชคดีที่ประเทศไทยมีการท่องเที่ยวที่ขยายตัวแข็งแกร่ง มล.ปรีดิยาธร รองนายกรัฐมนตรีเผยว่า มีโรงงานราว 2,000 แห่งได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างได้ในครึ่งปีแรก และ BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนอีก 1,200 โครงการ ดังนั้นการลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มจริงๆในปีหน้า (The Nation)

• ประเด็นที่สหรัฐฯ ยังจัดไทยอยู่กลุ่ม 3เรื่องการค้ามนุษย์จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลางในอุตสาหกรรมประมง อ้างอิงจากงานวิจัยของศูนย์วิจัยธนาคาร TMB (The Nation)

• การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงต่อเนื่องโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน มิ.ย. ปรับตัวลดลง 8% YoY ซึ่งนับเป็นการหดตัวลงเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 15 เดือน โดยมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภาคการส่งออกที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นไปตาม Demand และกำลังซื้อที่อ่อนตัวลง (Bangkok Post)

• กสทช. ช่วยลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทีวีดิจิทัล โดยจะกำหนดเป็นอัตราแปรผันตามรายได้แทน จากเดิมที่กำหนดเป็นอัตราคงที่เท่ากับ 2% ของรายได้ของปี โดยผู้ประกอบการบางช่องอาจไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วยซ้ำหากรายได้ไม่ถึงระดับที่กำหนด แต่อันที่จริงแล้วรายได้การโฆษณาก็เริ่มย้ายจากช่องอนาล็อกมาช่องดิจิทัลแล้ว แต่ส่วนมากอยู่ในวงผู้เล่นเจ้าหลักเช่น RS Workpointและช่อง HD ของ BEC สำหรับเดือน มิ.ย. รายได้โฆษณารวมของช่องดิจิทัลเท่ากับ 1,598 ลบ. เทียบกับของช่องอนาล็อกที่ 3.5 พัน ลบ. (The Nation)

• โตโยต้า ประเทศไทย หั่นยอดขายในประเทศลงต่ำกว่า 8 แสนคัน จากเดิมคาดไว้ 9.2 แสนคัน แต่ยังคงเป้ายอดส่งออกที่ 3.9 แสนคันหลังยอดขายในประเทศครึ่งปีแรกทรุด 16.3% เหลือ 3.69 แสนคันผลจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อหดและปัญหาภาคการเกษตรตกต่ำ ผู้บริหารโตโยต้ากล่าวว่าปีนี้แย่สุดในรอบ 6 ปีทีเดียว (โพสต์ทูเดย์)

ต่างประเทศ:

• คาดว่าไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย การประชุม FOMC จะสิ้นสุดวันนี้ นักลงทุนมีความเห็นเป็นสองฝ่ายว่าเฟดจะใช้นโยบายทางการเงินที่แข็งกร้าวหรือผ่อนปรนในขณะที่บางคนมองว่าอาจจะไม่ใช้นโยบายทั้งสองแบบ คาดว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์นี้ ในการแถลงต่อสภาคองเกรสเมื่อเร็วๆ นี้ ประธานเฟด นางเจเน็ต เยลเล็นไม่ได้ประกาศว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือกล่าวเป็นนัยว่าได้ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเมื่อวันอังคาร ขยับขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วันเนื่องจากนักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับรายงานผลประกอบการของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐแทนข่าวตลาดหุ้นจีน อย่างไรก็ตามมีรายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐตกต่ำลงมากที่สุดนับแต่เดือนก.ย. 57 แนวโน้มเชิงลบเกี่ยวกับตลาดแรงงานและความไม่แน่นอนของตลาดหุ้นจีนที่ยังคงดำเนินต่อไปทำให้บางคนคาดการณ์ว่าเฟดยังไม่น่าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนกว่าจะถึงเดือนธ.ค. (Reuters)

• ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐลดลงในเดือนก.ค. เนื่องจากมีแนวโน้มเชิงลบเกี่ยวกับตลาดแรงงานจากรายงานการประชุมคณะกรรมการฯ ที่ออกมาเมื่อวันอังคาร ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอยู่ที่ 90.9 ต่ำกว่าตัวเลขในเดือนพ.ค. ซึ่งอยู่ที่ 99.8 (ปรับปรุงแล้ว) ตัวเลขดัชนีดังกล่าวต่ำสุดนับแต่เดือนก.พย. 57 นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ก่อนหน้าว่าดัชนีฯ ในเดือนก.ค. จะอยู่ที่ 100.0 (Reuters)

• อัตราการเติบโตของราคาขายบ้านชะลอตัว อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาขายบ้านลดลงในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ แต่มีสัญญาณกระตุ้นจากผู้ที่ซื้อบ้านเป็นครั้งแรก ดัชนี S&P/Case Shiller 20-city composite home price ในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 4.9% YoY ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกับเดือนเม.ย. นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ก่อนหน้าว่าดัชนีจะเพิ่มขึ้น 5.6% (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นเมื่อวันอังคาร จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหลายบริษัทและการควบรวมกิจการหลังจากที่ดัชนีตลาดร่วงลง 5 วันติดต่อกันเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีน (Reuters)


เอเชีย:

• ยอดขายปลีกในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นในเดือนมิ.ย. แต่อัตราการเติบโตชะลอตัวลงเทียบกับเดือนก่อน ยอดขายปลีกในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนมิ.ย. มากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณการของตลาดซึ่งเพิ่มขึ้น 0.5% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวลดลง 0.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนซึ่งแสดงว่าการบริโภคในภาคเอกชนได้ลดลง (Reuters)

• ตลาดหุ้นจีนร่วงลงอีกเมื่อวันอังคาร ถึงแม้ว่าทางการจะออกมาตรการพยุงตลาดเพิ่มขึ้นหลังจากที่ดัชนีร่วงลง 8% ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเงินของจีนซึ่งมีเศรษฐกิจเป็นอันดับสองของโลก ดัชนี CSI300 ซึ่งเป็นดัชนีที่มีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในเซี่ยงไฮ้และเซิ่นเจิ้นอยู่ในการคำนวณดัชนีปิดลดลง 0.2% ส่วนดัชนี Shanghai Composite ลดลง 1.7% (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันมีทั้งบวกและลบในวันอังคาร โดยน้ำมันดิบสหรัฐขึ้นไปกว่า 1% จากการเก็งสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐซึ่งชนะผลของความกังวลอุปทานล้นเกินในตลาดโลกและตลาดหุ้นที่ร่วงหนักในจีนซึ่งเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุด น้ำมันดิบสหรัฐบวก 59 เซนต์ (+1.2%) สู่ระดับ 47.98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบเบรนท์เดือน ก.ย. ร่วงลง 17 เซนต์ (-0.3%) มาอยู่ที่ 53.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ทองคำยืนได้ในวันอังคาร แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีครึ่งอยู่เนื่องจากตลาดเตรียมจับตาการประชุมเฟดในสัปดาห์นี้ซึ่งน่าจะมีการบอกเป็นนัยถึงช่วงเวลาที่จะขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ ทองคำตลาดจรปรับขึ้น 0.2% สู่ 1,095.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ทองคำล่วงหน้าสหรัฐส่งมอบ ส.ค.ปิดลง 20 เซนต์เหลือ 1,096.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)