"พล.อ.อ.ประจิน" คาด 15 วันรู้ผลหั่นค่าโดยสารรถทัวร์ หลังราคาน้ำมันดีเซลลดลงต่อเนื่อง พร้อมชงต่อรถเมล์-รถไฟฟรี เข้า ครม. พรุ่งนี้
พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงแนวทางการปรับลดค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ หลังราคาน้ำมันดีเซลได้ปรับลดลงต่อเนื่องว่า กระทรวงจะเร่งวิเคราะห์ต้นทุนน้ำมันดีเซลต่อค่าโดยสารหลังน้ำมันดีเซลลดลงมาอีก 40 สตางค์ และแจ้งผลการวิเคราะห์ พร้อมกับสรุปให้รับทราบภายใน 15 วัน ว่าจะมีการปรับลดค่าโดยสารของรถของบริษัทขนส่ง จำกัด หรือ บขส. และรถโดยสารระหว่างจังหวัดของบริษัทเอกชนหรือไม่ แต่ยอมรับว่าน้ำมันดีเซลถือเป็นต้นทุนสำคัญที่มีผลต่อค่าโดยสาร
“ผมขอเวลาศึกษาก่อน ภายใน15 วันจะรู้ผลแน่นอนว่าจะมีการปรับลดค่าโดยสารหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงคมนาคม ได้มีการจัดทำตารางเปรียบเทียบอัตราค่าโดยสารกับแนวโน้มราคาน้ำมันไว้เป็นตารางสำเร็จรูปอยู่แล้ว เพื่อนำมาคำนวณค่าโดยสารที่เหมาะสม โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้นายพงษ์ไชย เกษมทวีศักดิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม วิเคราะห์ผลกระทบเร่งด่วน โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนค่าโดยสารของรถบัส และรถบขส.ว่าควรจะมีการปรับลดหรือไม่อย่างไร ซึ่งก็ได้กำชับให้นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมไปช่วยดูและเรื่องนี้ด้วยแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงคมนาคมเคยขอให้ผู้ประกอบการโดยสารบางประเภทปรับลดอัตราค่าโดยสารตามราคาน้ำมันที่ลดลงไปช่วงก่อนหน้านี้ แต่ผู้ประกอบการกลับเสนอขอปรับขึ้นราคา ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยังไม่สอดคล้องกัน ทำให้ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนกรณีผู้ประกอบการหลายรายปิดกิจการเพราะขาดทุนจากการเดินรถนั้น กระทรวงฯ มีความห่วงใยเรื่องนี้ ไม่ต้องการให้ผู้ประกอบการขาดทุน แต่การทำธุรกิจก็ต้องคำนึงถึงประโยชน์ผู้ใช้บริการ
พล.อ.อ.ประจินกล่าว่า ในการประชุมครม.วันที่ 28 ก.ค.นี้ กระทรวงคมนาคม จะเสนอให้มีการขยายเวลาการให้บริการรถไฟ-รถเมล์ฟรี ที่จะสิ้นสุดเดือนก.ค.นี้ ออกไปอีก 3 เดือน จนถึงวันที่ 31 ต.ค.58 โดยการต่ออายุโครงการรถเมล์รถไฟฟรีรอบนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะใช้แล้ว และตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.จะมีการปรับมาตรการใหม่ เน้นการช่วยเหลือเป็นรายกลุ่มบุคคลมากขึ้น เพื่อประหยัดงบประมาณรัฐ และเข้าถึงผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่นักวิชาการด้านพลังงานออกมาเรียกร้องให้ปรับลดค่าโดยสารว่า กระทรวงต้องหารือกับผู้ประกอบการก่อน เพราะราคาน้ำมัน ขณะนี้ไม่ได้ปรับลดลงเพียงขาเดียว แต่มีการปรับเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้นจะต้องพิจารณาค่าเฉลี่ยของราคาน้ำมันว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ส่วนการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ซึ่งกรมการขนส่งทางบก อยู่ระหว่างการศึกษาทบทวนนั้น จะส่งผลกระทบทำให้ผู้ประกอบการเดินรถมีต้นทุนการเดินรถเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะมีการตัดระยะทางเดินรถให้สั้นลง เพื่อแก้ไขปัญหารถขาดช่วงและปัญหาผู้โดยสารรอรถนาน ขณะที่ผู้โดยสารเองก็จะได้รับผลกระทบอาจจะมีต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจะต้องขึ้นรถหลายต่อมากขึ้นเพราะระยะทางโดยสารถูกตัดให้สั้นลง ซึ่งกระทรวงคมนาคมค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องนี้มาก จะต้องพิจารณาปรับเส้นทางอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่าจะมีกาปรับเส้นทางการเดินรถโดยสารสาธารณะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ลงประมาณ 50% โดยปรับลดลงเหลือประมาณ100 เส้นทาง จากเดิมที่มีกว่า 200 เส้นทาง โดยเตรียมที่จะนำผลสรุปเสนอให้ เสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) พิจารณาอนุมัติในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ภายหลังการปรับเปลี่ยนเส้นทางใหม่ จะทำให้ต้นทุนการเดินรถแต่ละเส้นทางเปลี่ยนแปลงไปด้วยทำให้กรมฯ เตรียมที่จะมีการประกาศอัตราค่าโดยสารใหม่ต่อไป






