เศรษฐกิจภายในประเทศและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไม่สดใส บวกกับธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว ต่างชาตินำหุ้นกลุ่มนำตลาดออกเทขาย ฉุดดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงปิดส่งท้ายสัปดาห์ที่ 1,438.08 จุด ทั้งสัปดาห์ดัชนีตลาดปรับลดลง 41.23 จุด มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 3.26 หมื่นล้านบาท สัญญาณทางเทคนิคเป็นลบ สัญญาณระยะสั้นเริ่มกลับมาเป็นบวกในเขตขายมากเกิน จะทำให้ดัชนีตลาดระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นทางเทคนิค แต่ระยะกลางดัชนีตลาดยังมีทิศทางเคลื่อนตัวลง
ปัจจัยทางเทคนิค
จากกราฟรายสัปดาห์ ดัชนีตลาดปรับตัวลดลงหลุดแนวรับของเส้นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว หากดัชนีตลาดไม่สามารถกลับขึ้นยืนเหนือแนวรับของเส้นแนวโน้มขาขึ้นนี้ได้ ดัชนีตลาดจะเปลี่ยนทิศทางเป็นตลาดขาลง ซึ่งเป็นไปตามหลักการทฤษฎีดาว (Dow Theory)
ดัชนีตลาดกำลังปรับตัวลดลงเป็นคลื่น 2) รอง และกำลังทดสอบเป้าหมาย 100.0% Fibonacci Projection ที่ระดับ 1,440 จุด แต่ถ้าดัชนีตลาดไม่สามารถยืนปิดเหนือแนวรับนี้ได้ ดัชนีตลาดจะปรับลดลงเข้าหาแนวรับของช่องแนวโน้มขาลง และดัชนีตลาดมีเป้าหมาย 161.8% Fibonacci Projection อยู่ที่ระดับ 1,357 จุด
จากกราฟรายวัน ดัชนีตลาดเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มขาลงระยะกลาง สอดคล้องกับการเรียงตัวของเส้น Multiple Moving Average แบบ Long – Term Investor (MMA2) ที่เรียงตัวแบบขาลงและความลาดชันเพิ่มขึ้น แท่งเทียนเกิดเป็นโดจิตามหลัง Inverted Hammer ในเขตขายมากเกิน ซึ่งจะทำให้ดัชนีตลาดระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นทางเทคนิคระหว่างการซื้อขายหรือระหว่างวัน
การเรียงตัวของเส้น MMA2 และสัญญาณ DMI ชี้ว่าดัชนีตลาดยังมีทิศทางเคลื่อนตัวอยู่ในแนวโน้มขาลง แต่ภาวะขายมากเกินและการปรับตัวลงแรงของดัชนีตลาด จะทำให้ดัชนีตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นทางเทคนิค ซึ่งเป็นไปตามหลักการของ Granville โดยดัชนีตลาดยังมีทิศทางเป็นตลาดขาลง การปรับตัวขึ้นแรงจะเป็นโอกาสปรับตัวขึ้นเพื่อขายทำกำไรหรือปรับพอร์ตเพื่อถือเงินสดเพิ่ม
สัญญาณ Oscillator จากกราฟรายวัน สัญญาณ Modified Stochastic กลับมาเป็นบวกในเขตขายมากเกิน ขณะที่สัญญาณ RSI และ MACD เป็นลบ โดยสัญญาณ RSI ปรับตัวเข้าสู่เขตขายมากเกิน (Oversold) จะทำให้ดัชนีตลาดระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นทางเทคนิค
ทิศทางตลาดหลักทรัพย์ในรอบสัปดาห์นี้ มีกรอบแนวต้านอยู่ที่ 1,447 – 1,453 จุด และมีกรอบแนวรับอยู่ที่ 1,430 – 1,420 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
สำหรับนักลงทุนระยะกลาง – ยาว แนะนำให้ถือเงินสดอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต และจะกลับเข้าลงทุนเมื่อดัชนีตลาดมีสัญญาณปลายตลาดขาลงของแท่งเทียนร่วมกับการเกิดสัญญาณ Bullish Divergence









