"ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส" เผยภายใน 5-10 ปี เศรษฐีเอเชียจะมีจำนวนมากกว่าเศรษฐีสหรัฐ เหตุธุรกิจใหม่ในเอเชียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชี และคำปรึกษาด้านภาษีของธุรกิจระดับโลก เปิดเผยว่า ในอีก 5-10 ปีจำนวนมหาเศรษฐีในเอเชียจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากมีแนวโน้มเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจของโลก และธุรกิจใหม่ในเอเชียมีมากขึ้น รวมถึงศูนย์กลางทางการเงินที่เริ่มย้ายฐานมาทวีปเอเชีย
สำหรับผลสำรวจพบว่าสัดส่วนของมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะด้วยตนเองในเอเชียมีในปัจุบันมีสูงถึง 36% ของจำนวนเศรษฐีทั่วโลก โดยแบ่งเป็น 25% ที่เติบโตมาจากครอบครัวยากจน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐที่มี 8% และยุโรปเพียง 6% ขณะเดียวกันอายุเฉลี่ยของเศรษฐีระดับพันล้านชาวเอเชียอยู่ที่ 57 ปี น้อยกว่ามหาเศรษฐีจากสหรัฐฯและยุโรปประมาณ 10 ปี
“จำนวนชนชั้นกลาง และการใช้จ่ายของผู้คนในภูมิภาคเอเชียเริ่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้มีการตั้งต้นธุรกิจและสร้างฐานะความมั่งคั่งด้วยตนเอง โดยคนรุ่นใหม่เริ่มทำธุรกิจหรือลงทุนตั้งแต่เริ่มทำงานแรกๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงเทคโนโลยี”
ขณะเดียวกัน ไตรมาสแรกที่ผ่านมามีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นในจีนทุกสัปดาห์ เนื่องจากประชากรจีนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก หลังจากรัฐบาลจีนปฏิรูปตลาดทุนในประเทศ ทำให้ในช่วง 5 เดือนแรกมีบัญชีหุ้นเปิดใหม่ถึง 30 ล้านบัญชีเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่นักลงทุนรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการลงทุน ทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ตลาดหุ้นจีนประสบกับภาวะฟองสบู่ในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนประเทศไทยเริ่มมีเศรษฐีหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจ็นวายหันมาลงทุนผ่านตลาดหุ้นตามกระแสที่ต้องการรวยด้วยตัวเอง หรือรวยทางลัด โดยไม่ต้องอาศัยทำงานในออฟฟิศ ประกอบกับความนิยมในตัวนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมั่งคั่งตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นตลาดหุ้นไทยจึงกลายเป็นแหล่งที่คนรุ่นใหม่เข้ามาแสวงหาความมั่งคั่ง อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านการเงินที่เกี่ยวข้องต้องพยายามปลูกฝังความรู้ทางการเงิน และการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคั่ง








