วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มีโอกาสฟื้นตัวได้บ้าง

เก็งกำไรรายตัวระยะสั้น เน้นหุ้นที่จะรายงานงบไตรมาส 2 ออกมาแข็งแกร่ง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA :  มีโอกาสฟื้นตัวได้บ้าง

ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มแกว่งในกรอบ 1475-1495 โดยข่าวดีคือ KBANK และ TMB ที่รายงานงบออกมาแล้ว ดีกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ จะเป็นแรงหนุนให้กลุ่มแบงก์ขยับขึ้นได้บ้าง ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังไม่มีอะไรใหม่นอกจากราคาน้ำมันดิบที่อ่อนแออยู่ในช่วงนี้ เพราะประเด็นอิหร่านจะเป็นแรงกดดันกลุ่มพลังงาน ทำให้ SET Index ขยับขึ้นได้ไม่เกินแนวต้านที่ 1500 จุด

แนวรับ/แนวต้าน : 1475/1500 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : เก็งกำไรรายตัวระยะสั้น เน้นหุ้นที่จะรายงานงบไตรมาส 2 ออกมาแข็งแกร่ง ส่วนระยะยาวเน้นปันผลสูงและ defensive เป็นหลัก

นักลงทุนระยะสั้น : SCC (600), RATCH (68.00)

SCC (600) เราคาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิที่ 14,100 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 เพิ่มขึ้น 27% qoq และ 65.7% yoy เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 10,000-11,000 ล้านบาท ปัจจัยที่ช่วยหนุนให้กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นมาจาก 1) กำไรสุทธิจากกลุ่มเคมีภัณฑ์ซึ่งคาดเติบโตขึ้นมากที่ 62% qoq อยู่ที่ 8,000 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 จากสเปรด PP ที่สูงขึ้น สเปรด HDPE ที่สูงขึ้น 2) พลิกฟื้นจากที่รับรู้ inventory loss ที่ 930 ล้านบาทในไตรมาส 1/58 มารับรู้ inventory gain ที่ 1,000 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 3) รับรู้รายได้จากเงินปันผลที่อยู่ในระดับสูงตามฤดูกาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากโตโยต้าและบริษัทในเครืออื่นๆ ที่โดยปกติแล้วจะจ่ายเงินปันผลก้อนใหญ่ในไตรมาส 2 และ 4) คาดว่าบริษัทฯ จะรับรู้ forex gain ที่ 1,000 ล้านบาทจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯเราให้มูลค่าหุ้น SCC ที่ 600.00 บาทอิงด้วยวิธี SOTP หรือ WACC ที่ 7.5% และ terminal growth ที่ 1% และคาดว่ากำไรสุทธิในปี 58 จะอยู่ที่ 39,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.9% yoy

RATCH (68.00) พอราคาปรับลงมาใกล้ 56 บาท ก็เริ่มน่าซื้อเก็บไว้เล่นสั้นแล้ว เราคาดว่ากำไรสุทธิของ RATCH ในไตรมาส 2/58 จะอยู่ที่ 1,500-1,600 ล้านบาท (ไตรมาส 1/58 อยู่ที่ 1,160 ล้านบาท)หนุนจาก 1.รายได้ที่มากขึ้นจากโรงไฟฟ้าหงสาหลังยูนิตแรกเริ่มการผลิตไปแล้ว 2.การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลงและ 3.ผลกระทบตามฤดูกาล นอกจากนี้ เราคงมุมมองบวกกับภาพรวมในระยะกลาง-ยาวของบริษัทฯ จากการผลิตเต็มกำลังของโรงไฟฟ้าหงสาซึ่งจะช่วยหนุนรายได้และกำไรของ RATCH อย่างชัดเจน เนื่องจากถือหุ้นอยู่ 40% จึงทำให้รับรู้รายได้จากโครงการที่ 500 ล้านบาทในปี 58 และ 2,300-2,600 ล้านบาท/ปี ตั้งแต่ปี 59 เป็นต้นไป

นักลงทุนระยะยาว : ADVANC (270), PTTGC (76)

ADVANC (270) UOBKH เรายังมองประเด็นบวกจากการประมูล 4G เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างที่เราเคยเก็บข้อมูลการประมูล 3G ที่ผ่านมาก็ทำให้ Telco sector ขึ้นมา 40-50%เลย ภายใน 7 วันหลังจากประมูลเสร็จ โดยเราเชื่อว่า AIS จะได้ประโยชน์จากการประมูลนี้ที่สุด เพราะจะลดความกังวลเกี่ยวกับ การขาดเเคลน spectrum โดยคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดอายุสัมปทานเดือน ก.ย.ปีนี้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ AIS ก็น่าจะทำสถิติใหม่ได้ใน Q3-Q4 เพราะไม่ต้องบันทึกค่าเสื่อมจากคลื่น 900MHz ที่ปกติจะบันทึกประมาณ 2,000 ล้านบาท/ไตรมาส ดังนั้น AIS เป็นหุ้น Top pick ของเรา Target price 270 บาท ปันผลก็สูงด้วยอยู่ที่ 5%

PTTGC (76) ยังเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนเช่นกัน UOBKH เราคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/58 จะต่ำที่สุดของปีนี้ ธุรกิจโอเลฟินส์และ derivative จะยังเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตที่สำคัญในปี 58 ขณะที่ราคา HDPE ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบันจะช่วยหนุนกำไรสุทธิของ PTTGC ให้มากขึ้นเนื่องจาก 60-65% ของกำไรสุทธิขึ้นอยู่กับราคา HDPE แถมราคาหุ้น PTTGC ณ ปัจจุบันซื้อขายในระดับถูกด้วย 2015F PE ที่ 8 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 9 เท่าด้วย รอจังหวะย่อๆมาซัก 65 ซื้อเก็บกินปันผลสบายใจเฉิบครับบบ



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ

+ รัฐบาลเตรียมแพ็คเกจกระตุ้นรอบใหม่ หลังเศรษฐกิจไม่ฟื้นตามคาด เน้นมาตรการช่วยเหลือระดับรากหญ้า ขณะนักวิชาการนักเศรษฐศาสตร์ชี้จำเป็นต้องหามาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม หนุนนโยบายการคลัง-อัดฉีดเงินโดยตรง

- กรมบัญชีกลางดึง 1.34 หมื่นล้าน จาก 18 กองทุนหมุนเวียน ช่วยเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้ง ทั้งขยายเวลาชำระหนี้-งดดอกเบี้ย-สนับสนุนปัจจัยการผลิต ด้านนักเศรษฐศาสตร์หวั่นหนี้ครัวเรือนพุ่ง ฉุดการบริโภค ขณะเอกชนไม่ได้รับผลกระทบ เหตุมีระบบน้ำสำรอง ห่วงกำลังซื้อร่วง

- นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย เวลานี้ห่วงเมืองไทย ในเรื่องของสถาบันองค์กรต่างๆของไทยในทุกด้าน ที่อยู่ในภาวะที่ล้า อ่อนแรง ไม่มีพลังเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาทางการเมือง ที่ถือเป็นเรื่องระดับชาติ ที่ต้องเร่งทำให้เข้มแข็งและเกิดการพัฒนาให้สามารถแก้ไขและออกจากปัญหาให้ได้โดยเร็ว เพราะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังมีปัญหาอยู่มาก แม้ในด้านมหภาคแล้วยังถือว่าดีอยู่ก็ตาม ดังนั้นหากไม่ทำให้ทุกสถาบันเข้มแข็งด้วยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขจุดอ่อนเสียก่อน ก็จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ยั่งยืนได้ในอนาคต

ปัจจัยต่างประเทศ

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลง 33.80 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 18,086.45 จุด ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) แต่ดัชนี Nasdaq พุ่งทำสถิติสูงสุดระหว่างวันและปิดทะยานขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของกูเกิล อิงค์ ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐโดยทั่วไปที่ปรับตัวสดใส

- ดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 21.37 จุด หรือ 0.31% ที่ 6,775.08 จุด ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 8 วันเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) นำโดยหุ้นกลุ่มเหมือง หลังจากการร่วงลงของราคาโลหะ

+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน ส.ค.ปิดขยับลง 2 เซนต์ แตะที่ 50.89 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ขณะที่ตลาดยังมีความวิตกว่าปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะสูงกว่าความต้องการ หลังจากที่อิหร่านและชาติมหาอำนาจบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ในสัปดาห์นี้