"ศุภวุฒิ" คาด "กนง." ปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ พร้อมหั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 2.5% หวั่นผลกระทบภัยแล้ง
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวเสวนาในหัวข้อ"Thai Economic in the challenging world"ว่า ในช่วง 2 เดือนข้างหน้ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.25% จากปัจจุบัน 1.5% หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงในด้านขาลง โดยการฟื้นตัวขึ้นยังช้าและมีความเปราะบาง
ทั้งนี้ บล.ภัทรได้มีการปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่ 3.3% เนื่องจากปัจจัยลบ ภาคการส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัวขึ้น การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัว การบริโภคภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งเกิดปัญหาภัยแล้งรุนแรงที่อาจจะมีผลกระทบไปถึงปี 59
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐออกมาได้ค่อนข้างดี ประกอบกับ ภาคการท่องเที่ยวยังมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามามากขึ้น ช่วยสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจไทยได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีปัจจัยภายนอกที่น่ากังวล คือ ปัญหาเศรษฐกิจจีนที่ยังชะลอตัว และตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงอย่างมาก ธนาคารจีนยังคงมีความเป็นห่วง และหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นก็อาจใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ
"หากจีนมีการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินและลดค่าเงินหยวนให้อ่อนลง เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่ยังไงเศรษฐกิจไทยก็ยังโตได้ราว 2% คงไม่ต่ำไปกว่านั้น"นายศุภวุฒิ กล่าว
สำหรับการลงทุนในตลาดทุนนั้ นายศุภวุฒิ แนะนำว่า นักลงทุนไม่ควรถือสินทรัพย์ระยาวยาวมากเกินไป เช่น ตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของอัตราดกเบี้ยและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการลงทุนและผลตอบแทนในอนาคต ส่วนอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทในประเทศไทย (EPS Growth)ในปีนี้ทาง บล.ภัทรอยู่ระหว่างการปรับคาดการณ์ หลังจากมีปัจจัยลบเพิ่มขึ้นจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และปัญหาภัยแล้ง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ช่วยเศรษฐกิจไทยได้ดี คือ การเร่งการเบิกจ่ายของภาครัฐที่จะต้องมีการเบิกจ่ายงบประมาณออกมาใช้ ประกอบกับ การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา เพื่อกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และแก้ปัญหาภัยแล้ง ซึ่งส่งกระทบโดยตรงต่อการบริโภค









