"สุรินทร์" ชี้เศรษฐกิจไทยติดกับดักยาวนาน รายได้ปานกลาง แนะพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถรอบด้านรับเออีซี
หอประชุมกองทัพเรือ -พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ได้เป็นประธานเปิดงาน การประชุมทางวิชาการกองทัพเรือ ครั้งที่ 8 เรื่อง “บทบาทมหาอำนาจที่มีผลกระทบต่อภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้และผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลของไทย” ว่า ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความสลับซับซ้อน รวมถึงระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีแนวโน้มหลายขั้วอำนาจมากขึ้น ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความสำคัญต่อนานาประเทศ ทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเป็นภูมิภาคที่โอบล้อมด้วยมหาสมุทรรองรับเส้นทางการเดินเรือ ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานและอาหารที่สำคัญ จึงทำให้ประเทศมหาอำนาจ มุ่งเข้ามาแสดงบทบาทในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น สถานการณ์เช่นนี้นับว่า เป็นสิ่งสำคัญของกองทัพเรือ ในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากทะเล
ต่อมา นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้ร่วมเป็นองค์ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเดียวกันมีใจความว่า กองทัพต้องพัฒนาศักยภาพทางทหารในอนาคต จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ซึ่งประเทศไทยมีสภาวะเศรษฐกิจในภาวะล่อแหลมต้องติดกับดักจนเป็นประเทศที่มีรายได้เศรษฐกิจปานกลาง และจะอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานประเทศไทยจึงต้องเตรียมความพร้อม โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเราจะขายแต่แรงงานด้อยประสิทธิภาพอีกต่อไปไม่ได้ และตัองเร่งพัฒนาขีดความสามารถของประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจให้ได้ ส่วนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปลายปีนั้น สืบเนื่องจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่เศรษฐกิจกำลังมุ่งไปสู่จีนกับอินเดียและเราในฐานะอาเซียนต้องเป็นหนึ่งเพื่อแย่งเอามูลค่าเศรษฐกิจและการลงทุนมาที่อาเซียนให้ได้
นายสุรินทร์ กล่าวว่า จากการประชุมที่ได้เข้าร่วมที่ประเทศจีนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทำให้ได้รับรู้ว่าอาเซียนมีความสำคัญกับเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่คิดไว้ ทุกๆประเทศมหาอำนาจในโลกก็อยากมาเป็นหุ้นส่วนและมีความสำคัญในภูมิภาคอาเซียน
นายสุรินทร์ กล่าวว่า เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ในระหว่าง 2 มหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก บริเวณช่องแคบมะละกาเป็นจุดสำคัญทางเศรษฐกิจที่มีการขนส่งสินค้า ที่ถืออยู่ในระดับสูงสุด ร้อยละ 58 ของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่นี่ การดูแลพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความจำเป็นและไทยเองอยู่ในส่วนนั้นด้วย โดยเฉพาะบริเวณอันดามัน ระยอง และประจวบคีรีขันธ์ ที่จะต้องดูแลความปลอดภัยในการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ทรัพยากรทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก มีทรัพยากรอยู่จำนวนมาก ส่วนประเทศมหาอำนาจต่างจับจ้องที่จะเข้ามามีส่วนร่วม และการประชุม 18 ประเทศอาเซียนที่มีนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมประชุมเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทางอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ก็ได้ประกาศว่าจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางทะเล เพราะเห็นว่ามีทรัพยากรทางทะเลจำนวนมากและพื้นที่เกาะมากกว่า 1 หมื่น 7 พันเกาะ
นายสุรินทร์ กล่าวว่า ผู้นำอาเซียนในอนาคตจะเผชิญกับประเด็นใหญ่ 2 ประเด็นคือ ปัญหาโรฮิงญา ที่มีประมาณ 1 ล้าน 5 แสนคนที่ยังไม่มีสัญชาติ ที่จะทำให้ช่องแคบมะละกา เกิดปัญหาคล้ายโจรสลัดโซมาเลีย ที่ดักปล้นเรือสินค้า โดยขณะนี้ต่างชาติกำลังเพ่งเล็งอาเซียนอยู่ ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งถือเป็นบททดสอบทางด้านความมั่นคงของผู้นำอาเซียน สำหรับปัญหาทะเลจีนใต้ ที่มีปัญหาระหว่างหลายประเทศนั้น หากไม่แก้ปัญหาจะกลายเป็นปาเลสไตน์ที่มีการแย่งพื้นที่และทรัพยากรระหว่างกัน ซึ่งในเวทีอาเซียนแต่ละครั้งจีนพยายามยกเรื่องนี้ให้เป็นการพูดคุยแค่เฉพาะประเทศคู่กรณี ในน่านน้ำทะเลจีนใต้เท่านั้น แต่ประเทศสมาชิกของผู้นำอาเซียนจะหยิบยกมาหารือในวงประชุมอาเซียนทุกครั้ง ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้งก็ตาม แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะได้รับผลกระทบตามมา ในขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ต่างเตรียมรับมือ โดยมีการพัฒนาขีดความสามารถและศักยภาพทางกองทัพ และยุทโธปกรณ์ เช่น การมีเรือดำน้ำ เป็นต้น ส่วนไทยวันนี้ต้องถามว่าควรที่จะมีแล้วหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายสุรินทร์ ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยควรสร้างอำนาจต่อรองกับต่างประเทศ ทั้งความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการสร้างทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในเวทีระหว่างประเทศให้ความสนใจ ในการสร้างเครือข่ายหุ้นส่วนระหว่างกัน
“เราไม่มีเรื่องกับใคร แต่ต้องประคองตัวให้เรามีศักยภาพ ให้เพื่อนมีความเคารพนับถือยำเกรงเรา และสามารถมีอำนาจต่อรอง รวมถึงทำให้เห็นว่าเรารับมือได้หากมีการรบ แต่เราก็ไม่เคยคิดที่จะรุกรานใคร เพียงแต่รักษาอธิปไตยที่เรามีอยู่ให้ดีที่สุดเท่านั้น ซึ่งนี่เป็นภารกิจที่ทหารเรือตัองดำรงหน้าที่นี้ไว้ให้คงอยู่ต่อไป ถ้าเราจะให้ประเทศเดินหน้าต้องเลิกเล่นกีฬาสี การเมืองภายในประเทศต้องเลิก เราต้องมียุทธศาสตร์ในการที่จะดึงประโยชน์ของประเทศให้เทียบกับในภูมิภาคได้แล้ว คำถามคือวันนี้เราพร้อมที่จะเล่นเกมนี้ไหม ที่ทุกอย่างของโลกต่างมาบรรจบกันในเวทีอาเซียน และประเทศไทย หากจะไปถึงจุดนั้นต้องใช้ความพร้อมอย่างไรบ้าง เราห้ามไม่ให้กระแสโลกาภิวัฒน์มาที่เราไม่ได้ เราหยุดอนาคตที่ไม่แน่นอนไม่ได้ เสด็จเตี่ย บิดาแห่งกองทัพเรือ เคยบอกว่า วันนี้เราเคราะห์ดี แต่ต่อไปจะเป็นอย่างไรเราไม่รู้ แต่ถึงไม่รู้ก็ต้องเดินไป อนาคตกำลังมา เราต้องเตรียมพร้อม พัฒนาบุคลากรให้ดีเยี่ยม คนดีมีความรู้ต้องได้แสดงบทบาท พร้อมที่จะอยู่ในเวทีประชาคมโลกให้ได้อย่างสมภาคภูมิ” อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าว









