วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (14 ก.ค.58)

แนวโน้มแก้ปัญหากรีซได้และตัวเลขส่งออกจีนดีหนุนตลาด

คาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้น ปัจจัยภายนอกเป็นบวกชัดเจนเมื่อผู้นำยูโรโซนบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นกับกรีซในการแก้ปัญหาหนี้ ตลอดจนตัวเลขส่งออกจีนดีกว่าคาด ซึ่งบ่งชี้แนวโน้มที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเป็นบวก แต่การควบคุมการปล่อยน้ำของกรมชลประทานบ่งชี้ว่าปัญหาภัยแล้งกำลังจะทวีความรุนแรงและมีผลต่อการอุปโภคบริโภคน้ำแล้วนับจากนี้


หุ้นเด่นวันนี้:  BDMS (ราคาปิด 20.80 บาท; NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg ปี 58 22.43 บาท)

บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างมากจากการที่ไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ, ผู้คนมีมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นและต้องการได้รับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ BDMS ยังน่าจะได้รับผลบวกจากการที่เมืองไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ต้องการรับการรักษาที่มีคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้

นอกจากนี้ จากการที่เศรษฐกิจของประเทศในแถบอินโดจีนยังคงเติบโตดี ทำให้ผู้คนในภูมิภาคนี้มีความต้องการการรักษาที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นและเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพของบริษัท ในระหว่างปี 58-60 BDMS มีแผนขยายเครือข่ายโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 40 แห่งเป็น 50 แห่งเพื่อเตรียมพร้อมรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังเปิด AEC ล่าสุด บริษัทได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ บริษัท ก. วสุพล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ โรงพยาบาลกรุงเทพเมืองราช จ.ราชบุรี ซึ่งมีเตียงคนไข้ให้บริการจำนวน 100 เตียง มุลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 1.43 พันลบ. ดีลดังกล่าวเป็นการเพิ่มเครือข่ายโรงพยาบาลของ BDMS ในภูมิภาคตะวันตกของไทย จาก Bloomberg Consensus นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BDMS จะมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 16% ในปีนี้และ 17 % ในปี 59 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ BDMS ได้กลับมาเกิดสัญญาณซื้อรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน จึงคาดว่าน่าจะได้เห็นการทำ New High ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 21.50 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 22.10 บาท (แนวต้าน: 21.00, 21.20, 21.50; แนวรับ: 20.70, 20.50, 20.20)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้นในเดือน มิ.ย. แต่ยังอ่อนแออยู่ ดัชนีย่อยวัดความเชื่อมั่นผู้บริโภคในรอบ 3 เดือนข้างหน้าขยับขึ้นมาอยู่ที่ 43.2 ในเดือนมิ.ย. จาก 43.1 ในเดือน พ.ค. ดีขึ้นแต่ยังต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นจุดแบ่งแยกมุมมองบวกกับลบ(The Nation)

• ปันส่วนน้ำ กรมชลประทานจะขอมติครม.วันนี้ที่จะปรับลดการจ่ายน้ำเข้าที่ราบลุ่มเจ้าพระยาจาก 28 ลบม.ต่อวันลงเหลือ 18 ลบม.ต่อวันเพื่อให้เพียงพอกับการใช้น้ำได้ไปจนถึงสิ้น ส.ค. ได้มีการขอร้องไม่ให้เกษตรกรผันน้ำเข้าที่นา เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับการอุปโภคบริโภค(Bangkok Post)

• ทีดีอาร์ไอคาดแรงงานต่างด้าวหนุนเศรษฐกิจสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) คาดว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีจากการเปิดเออีซีในปลายปีนี้ซึ่งจะให้ผลบวกมากกว่าผลลบ ให้ความมั่นใจว่ามีอุปทานแรงงานเพียงพอสำหรับเศรษฐกิจระดับจุลภาค ทีดีอาร์ไอประมาณการณ์ว่าการเพิ่มขึ้นของแรงงานต่างด้าวจะเพิ่ม GDP ราว 1% (Bangkok Post)

• คลายเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ผลิตรถ รัฐบาลวางแผนที่จะมีมาตรการส่งเสริมการส่งออกรถยนต์ในครึ่งหลังของปีนี้ ได้แก่ การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแรงงานและค่าจ้าง รวมถึงสนับสนุนการขยายไปยังตลาดใหม่ด้วย โดยสำหรับ 5 เดือนแรกไทยส่งออกรถเป็นมูลค่า 7.93 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.94% จากปีก่อน ขณะที่ ก.พาณิชย์ตั้งเป้าการเติบโตที่ 6.5% จากปีก่อน 1.82 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 1.94 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ (Bangkok Post)

• TISCO รายงานผลประกอบการไตรมาศ 2/58 ที่ 1 พันล้านบาท ลดลง 15.8% QoQแต่เพิ่มขึ้น 1.2% YoY และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Bloomberg ที่ 1.2 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิครึ่งปีแรกโต 14%YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองที่ลดลง (SET)

ต่างประเทศ:

• กรีซบรรลุข้อตกลงในการขอรับเงินกู้จำนวน 86,000 ล้านยูโร (95,000 ล้านดอลลาร์) เป็นเวลา 3 ปีซึ่งจะรวมการให้เงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อช่วยสภาพคล่องในช่วงที่กำลังเจรจากันอยู่ ข้อตกลงครั้งนี้มีเงื่อนไขผูกมัดว่ากรีซต้องออกเป็นกฎหมายให้เวลาในวันพุธด้วย (Reuters) ความเห็น: เราคาดว่าความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกจะลดลงถึงแม้จะยังมีความเสี่ยงเกี่ยวกับการอนุมัติจากรัฐสภากรีซในวันพุธและจากรัฐสภาเยอรมนีในวันพฤหัส

• คาดว่าไซปราสอาจจะต้องลาออกจากตำแหน่ง นายกกรีซ นายอเล็กซิส ไซปราสจะเผชิญการต่อต้านอย่างรุนแรงจากสมาชิกพรรคของเขาและผู้ที่เลือกตั้งเขาเข้ามาในการที่เขายอมรับเงื่อนไขรัดเข็มขัดของเจ้าหนี้ซึ่งทำให้เขาต้องละทิ้งคำสัญญาที่จะยุติมาตรการรัดเข็มขัด (Reuters)

• การเจรจายุติการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านใกล้จะบรรลุ อิหร่านและมหาอำนาจอีก 6 ชาติจะจัดการประชุมในเวลา 8.00 GMT ของวันนี้ เพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งจะระงับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อแลกเปลี่ยนกับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งทะยานเมื่อวันจันทร์ ดัชนี DJIA กลับมาอยู่ในแดนบวกในปีนี้หลังจากที่ผู้นำในยูโรโซนได้บรรลุข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือกรีซ นอกจากนี้ตลาดหุ้นจีนปิดบวกเป็นวันที่สามติดต่อกันหลังจากมีตัวเลขสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นในขณะที่ตัวเลขสินค้านำเข้าลดลงในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอุปสงค์ของตลาดโลกกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปบวกในวันจันทร์ หลังผู้นำยูโรโซนได้บรรลุข้อตกลงการช่วยเหลือกรีซหลังการเจรจาทั้งคืนในบรัซเซลส์ (Reuters) 

เอเชีย: 

• ส่งออกจีน มิ.ย. โตผิดคาดเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยการส่งออกของจีนเติบโต 2.8% จาก มิ.ย.ของปีก่อนผิดจากคาดการณ์ที่ติดลบ 0.2% ด้านการนำเข้าร่วงลง 6.1% เทียบปีก่อนร่วงเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน แต่ถือว่าร่วงน้อยสุดในปีนี้และดีกว่าที่คาดการณ์กันว่าจะร่วง 15% มาก จีนได้ดุลการค้า 4.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐลดลงจาก พ.ค.ที่ 5.95 หมื่นล้านบาท สำหรับช่วงครึ่งแรกปีนี้ดุลการค้าเป็นบวก 2.63 แสนล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นกว่า 250% เทียบปีก่อน (Reuters)

• หุ้นจีนฟื้นตัวต่อเป็นวันที่สามในวันจันทร์ เพิ่มความหวังว่ามาตรการของจีนเริ่มได้ผลในการป้องกันตลาดดิ่งเหวเต็มรูปแบบ ด้านองค์กรกำกับดูแลได้ออกมาตรการควบคุมการให้กู้มาร์จิ้นอีกเนื่องจากมีสัญญาณว่านักเก็งกำไรได้กลับมาอีก หลังจากไม่กี่วันก่อนได้เร่งปิดสถานะของตัวเองไป แต่กลับมากู้เงินอีกเพื่อเก็งการดีดกลับของตลาด (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ทองคำร่วงจากดอลลาร์แข็งและการคลายความกลัวเสี่ยง ราคาทองตลาดจรปรับลง 5.96 ดอลลาร์สหรัฐสู่ 1,157.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เนื่องจากดอลลาร์ที่แข็งค่าเพราะเยเลน ประธานเฟด ได้ให้ความเห็นล่าสุดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ และกรีซกับเจ้าหนี้ยังบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นทำให้ความกลัวเสี่ยงคลายลงและจำกัดอุปสงค์ต่อทองคำ (Reuters)

• ราคาน้ำมันลงจากความกังวลอุปทานอีกครั้ง น้ำมันลดลงในวันจันทร์จากข่าวว่าสหรัฐอาจบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและจะยกเลิกการคว่ำบาตรหลายประการซึ่งจะเกิดอุปทานเพิ่มขึ้นหลายล้านบาร์เรลซ้ำเติมตลาดที่มีล้นเกินอยู่แล้ว NYMEX ร่วงลง 54 เซนต์หรือ 1% ปิด 52.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ปิดลง 88 เซนต์หรือ 1.5% สู่ระดับ 57.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)