วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตรียมปรับขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1500 อีกครั้ง

เล่นสั้น ลงแรงซื้อ ขึ้นแรงขาย เน้นหุ้นปันผลสูงและหุ้นที่ perform ได้ดี

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : เตรียมปรับขึ้น ทดสอบแนวต้าน 1500 อีกครั้ง

แนวโน้มตลาดไทยวันนี้น่าจะปรับขึ้นได้อีกวัน เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลประเด็นหนี้กรีซ หลังจากที่กรีซตอบตกลงรับข้อเสนอจากผู้นำกลุ่มยูโรโซนเพื่อรับแพ็คเกจเงินช่วยเหลือชุดใหม่ ถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับกรีซในการคงอยู่ในกลุ่มยูโรโซนต่อไป อย่างไรก็ตาม ตลาดไทยจะยังไม่ปรับขึ้นแรงมาก เนื่องจากราคาน้ำมันดิบยังไม่ฟื้นตัวดี เพราะข่าวที่อิหร่านอาจจะสามารถผลิตและส่งออกน้ำมันได้ในปีนี้ บวกกับล่าสุดรายงานการผลิตของซาอุดิอาระเบียระบุการผลิตเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี จึงเป็นแรงกดดันราคาน้ำมันและกลุ่มพลังงานต่อไปในช่วงนี้

แนวรับ/แนวต้าน : 1480/1500 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : เล่นสั้น ลงแรงซื้อ ขึ้นแรงขาย เน้นหุ้นปันผลสูงและหุ้นที่ perform ได้ดี ไม่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล

นักลงทุนระยะสั้น : AP(8.40),  BDMS (25.50)

AP (8.40) ต่ำกว่า 6.80 ก็น่าจะซื้อเก็บไว้ขายได้ใกล้ๆ 7.80 บาท เอาไว้เล่นสั้นครับ ตัวนี้มีปัจจัยบวกจาก upside ที่สูงน่าสนใจ และจากค่า P/E ที่ต่ำกว่าคู่แข่งทั้ง PS, LH, QH, และ SIRI บวกกับยอด pre-sales ที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปีของโครงการ เช่น Life อโศก และ Rhythm รางน้ำ ทำให้เราคาดว่าจะมีการปรับเป้ายอด pre-sales ขึ้นอีกแน่นอน

BDMS (25.50) เคยแนะนำไปแล้วในงาน Money Channel 11 ปี ว่าเป็นหุ้น Defensive ที่น่าเก็บสะสมตอน 19 บาท ตอนนี้ใกล้ 21 บาท ยังคงแนะนำซื้ออยู่ โดยขณะนี้ BDMS มี upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 24% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 7 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 24% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : ADVANC (270), PTTGC (76)

ADVANC (270) UOBKH เรายังมองประเด็นบวกจากการประมูล 4G เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างที่เราเคยเก็บข้อมูลการประมูล 3G ที่ผ่านมาก็ทำให้ Telco sector ขึ้นมา 40-50%เลย ภายใน 7 วันหลังจากประมูลเสร็จ โดยเราเชื่อว่า AIS จะได้ประโยชน์จากการประมูลนี้ที่สุด เพราะจะลดความกังวลเกี่ยวกับ การขาดเเคลน spectrum โดยคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดอายุสัมปทานเดือน ก.ย.ปีนี้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ AIS ก็น่าจะทำสถิติใหม่ได้ใน Q3-Q4 เพราะไม่ต้องบันทึกค่าเสื่อมจากคลื่น 900MHz ที่ปกติจะบันทึกประมาณ 2,000 ล้านบาท/ไตรมาส ดังนั้น AIS เป็นหุ้น Top pick ของเรา Target price 270 บาท ปันผลก็สูงด้วยอยู่ที่ 5%

PTTGC (76) ยังเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนเช่นกัน UOBKH เราคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/58 จะต่ำที่สุดของปีนี้ ธุรกิจโอเลฟินส์และ derivative จะยังเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตที่สำคัญในปี 58 ขณะที่ราคา HDPE ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบันจะช่วยหนุนกำไรสุทธิของ PTTGC ให้มากขึ้นเนื่องจาก 60-65% ของกำไรสุทธิขึ้นอยู่กับราคา HDPE แถมราคาหุ้น PTTGC ณ ปัจจุบันซื้อขายในระดับถูกด้วย 2015F PE ที่ 8 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 9 เท่าด้วย รอจังหวะย่อๆมาซัก 65 ซื้อเก็บกินปันผลสบายใจเฉิบครับบบ



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญ 3 บริษัทกลุ่มยานยนต์กับอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (ประเทศไทย) บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศ) จำกัด และบริษัท มิตซูบิชิ อิเล็คทริก คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด มาหารือเพื่อรักษาอัตราการขยายตัวของการส่งออกปีนี้ให้เป็นไปตามเป้าที่ 1.2% หรือมีมูลค่า 230,254 ล้านเหรียญสหรัฐ "เรื่องค่าเงินบาท เป็นเรื่องที่ทั้ง 3 บริษัทได้พูดถึง หากค่าเงินแข็งค่าเกินไป ก็เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ปัจจุบันค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่าลงมา ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการแข่งขันที่ดีขึ้น และต้องการให้รักษาระดับค่าเงินนั้นไว้"

+ ศูนย์วิจัยทองคำประเมินแนวโน้มราคา ทองคำมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังปัจจัยเสี่ยงในตลาดโลกเพิ่มขึ้นหลายเรื่อง ทั้งวิกฤติเศรษฐกิจกรีซ-จีน หากยังไม่จบ ลุ้นราคาทองพุ่งแตะ 1,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองในประเทศรับอานิสงส์ 2 ต่อ จากเงินบาทอ่อนค่า จ่อแตะ 2 หมื่นใน 2 เดือน ด้านดัชนีทองคำปรับขึ้น 47.52 จุด สะท้อนปัจจัยลบ แนะลงทุนระยะสั้น

+ "สมหมาย" เผยบอร์ด ธ.ก.ส.อนุมัติสินเชื่อ 6 หมื่นล้านบาท ช่วยเกษตรกรหลุดพ้นวิกฤติภัยแล้ง คาดภัยแล้งกระทบจีดีพีปีนี้แค่ 0.5% พร้อมชง ครม.วันนี้ ไฟเขียวแนวทางแก้หนี้นอกระบบเกษตรกร-ประชาชน ด้าน คปภ.ระบุ ชาวนาแห่ซื้อประภันภัยข้าวนาปีปี 58 ล้านทะลัก 1.33 ล้านไร่

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,977.68 จุด พุ่งขึ้น 217.27 จุด หรือ +1.22%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (13 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับข่าวกรีซและเจ้าหนี้ที่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ หลังจากที่ใช้เวลาในการประชุมนานกว่า 22 ชั่วโมง ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยคลายความวิตกกังวลที่ว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้และต้องออกจากยูโรโซน

+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน ส.ค.ลดลง 54 เซนต์ ปิดที่ 52.2 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (13 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานที่สูงเกินไป หลังจากมีรายงานว่าปริมาณการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี