สศช.เตรียมหั่นเป้าจีดีพี หลังเศรษฐกิจโลกโตต่ำคาด พร้อมปรับเป้าส่งออกติดลบ 1-2% จากเดิมบวก 0.2%
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)เตรียมปรับประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ลงอีกครั้งกลางเดือนส.ค.นี้ หลังแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าคาด โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ)ได้ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกลง ขณะที่มองว่าปัญหาฟองสบู่หุ้นในจีนยังไม่กระทบเศรษฐกิจมากนัก
นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กล่าวว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2558 อาจจะขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ไว้เดิม หลังปัจจัยภายนอกประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากการคาดการณ์ครั้งก่อน ส่งผลให้การส่งออกของไทยในปีนี้มีโอกาสหดตัว 1-2% หลัง 5 เดือนแรกหดตัวไปแล้ว 4.2%
นายปรเมธี กล่าวว่าการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ของไทยในปีนี้ น่าจะอยู่ระดับใกล้เคียง 3% โดยได้แรงหนุนจากการเร่งใช้จ่ายเงินของภาครัฐ และรายได้จากการท่องเที่ยว ที่ยังน่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา สศช.ปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปี 2558 จะขยายตัว 3.0-4.0% จากเดิมคาดการณ์เดิม 3.5-4.5% และลดคาดการณ์ส่งออกปีนี้ เหลือ 0.2% จากเดิมคาดโต 3.5% ซึ่งสศช.จะมีการปรับคาดการณ์จีดีพีครั้งต่อไปในวันที่ 17 ส.ค. 2558
นายปรเมธี กล่าวว่าปัจจัยภายนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกซึ่งชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เห็นได้จากเมื่อเร็วๆนี้ ทางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.5% รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกในช่วงที่เหลือของปี อาจจะไม่ได้สูงขึ้นมาก อย่างที่เคยมองไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งสองปัจจัยนี้ ถือว่าเป็นสาเหตุหลักที่จะทำให้การส่งออกของไทยในปีนี้มีโอกาสจะหดตัว 1-2% ตามที่หลายสำนักทางเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้ จากเดิมที่คาดว่า อาจจะขยายตัวเป็นบวก
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศประสบกับปัญหาภัยแล้ง ซึ่งทำให้รายได้ของภาคเกษตรยังคงหดตัว ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศในครึ่งปีหลัง น่าจะอยู่ในลักษณะที่ทรงตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก
คาดครึ่งปีหลังทรงตัว-ไม่ฟื้นโดดเด่น
นายปรเมธี กล่าวว่าจากผลกระทบของปัจจัยภายนอกและภายในประเทศที่เกิดขึ้น สศช.คาดว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ในลักษณะทรงตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยยังไม่มีภาพของการฟื้นตัวที่โดดเด่น
อย่างไรก็ดี เขาระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ที่ระดับ 3% หรือใกล้เคียง ถือว่าเป็นระดับที่ยอมรับได้ ภายใต้ภาวะที่การส่งออกของไทยไม่ดีนัก ขณะที่ภายในประเทศก็ยังประสบกับปัญหาภัยแล้ง
นายปรเมธี กล่าวถึงปัจจัยที่จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง คือ การใช้จ่ายภาครัฐ ที่จะมีการเร่งการใช้จ่ายเงินงบประมาณให้ได้ตามเป้า รวมถึงเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ให้ทยอยออกมา หลังหลายโครงการมีความคืบหน้าไปมากแล้วในขณะนี้
ส่วนการท่องเที่ยวของไทยในปีนี้ น่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับที่คาดไว้ว่า โดยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาทั้งสิ้น 29 ล้านคน หลัง 6 เดือนแรก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแล้วราว 15 ล้านคน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ เติบโตได้ในระดับ 3%
ปัญหาเศรษฐกิจของจีนนั้น นายปรเมธี กล่าวว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางเข้ามาไทย ลดลงไปมากนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนจะเข้ามามากที่สุดในไตรมาส 2 และ 3 ขณะที่ในช่วงปลายปีจะเป็นนักท่องเที่ยวทางยุโรปเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น แม้จีนอาจจะเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยปีนี้ ก็ยังน่าจะได้ใกล้เคียง 29 ล้านคน ตามที่คาดการณ์ไว้
พาณิชย์คาดคุมฟองสบู่ได้
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าสถานการณ์ในประเทศจีน ที่คาดว่าอาจเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดเงินตลาดทุนนั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจีนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เพราะจีนมีเงินทุนสำรองมากสามารถใช้เม็ดเงินที่มีอยู่เข้าควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามได้
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมจะไม่กระทบกับการค้าระหว่างไทยและจีน รวมถึงแผนกระตุ้นการส่งออกที่เน้นการบุกตลาดเมืองรองในจีนที่ยังมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีและมีจำนวนประชากรมาก ขณะที่เมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ให้คงรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ ทั้งนี้ เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จะกระทบความเชื่อมั่นและกำลังซื้อภายในของจีนบ้าง แต่ยังจำกัดวงแคบ
ในปี 2558 ไทยตั้งเป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศจีนว่าอาจติดลบ 5% จากมูลค่าการค้าในปี 2557 ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์
ไอเอ็มเอฟชี้ฟองสบู่หุ้นจีนกระทบศก.น้อย
ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่าการทรุดตัวของตลาดหุ้นจีน กระทบภาพรวมเศรษฐกิจน้อย พร้อมคงคาดการณ์เศรษฐกิจจีนที่ 6.8% ปีนี้ และปรับลดคาดการณ์โลกเหลือ 3.3% จาก 3.5% เหตุเศรษฐกิจสหรัฐซบเซาในช่วงต้นปี
นายโอลิเวียร์ บลอนชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แถลงว่าการดำดิ่งของตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้นในจีน 30% ตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย. เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาพรวมเศรษฐกิจและจะไม่กระทบต่อการเติบโต ทำให้ไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษที่จะต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีน
“สิ่งที่เป็นเหมือนฟองสบู่ในตลาดหุ้นแตก อาจมีผลกระทบจำกัดต่อการใช้จ่าย แต่ขณะนี้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจเป็นผลส่วนใหญ่จากความซบเซาด้านการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษที่จะต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจจีนเพียงเพราะฟองสบู่แตก” นายบลอนชาร์ดระบุ
นายบลอนชาร์ดกล่าวว่าผลกระทบจากการทรุดตัวของตลาดหุ้นต่อสภาพเศรษฐกิจ มีแนวโน้มจะมีน้อย พร้อมคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนไว้ที่ 6.8% ปีนี้
“ตลาดหุ้นจีนพุ่งขึ้นเร็วมาก และก็ลงเร็วมาก คนจีนน่าจะคุ้นชินกับสภาพตลาดแบบนี้” นายบลอนชาร์ดชี้ พร้อมเสริมว่าความผันผวนของตลาดจีนครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งยังกล่าวว่าจีนไม่ควรพยายามเข้าพยุงตลาด แต่ความพยายามสกัดการดำดิ่งของหุ้นอาจเป็นสิ่งที่ดี
ปรับลดคาดการณ์ศก.โลกเหลือ3.3%
ขณะเดียวกัน ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เหลือ 3.3% จากคาดการณ์เดือนเม.ย.ที่ 3.5% ผลจากเศรษฐกิจสหรัฐที่หดตัวไปไตรมาสแรกเพราะสภาพอากาศหนาวจัด อันทำให้มีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐลง 0.6% เหลือ 2.5% ปีนี้
ในส่วนของวิกฤติหนี้กรีซนั้น ขณะนี้มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจโลก อันทำให้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุด ไอเอ็มเอฟคงคาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนไว้ที่ 1.5% พร้อมเสริมว่าการฟื้นตัวในยูโรโซนดูเหมือนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งการบริโภคซบเซาและค่าแรงไม่เพิ่มขึ้นนั้น ถูกปรับลดคาดการณ์เติบโตลง 0.2% เหลือ 0.8% แต่แนวโน้มสำหรับรัสเซียดีขึ้น โดยคาดว่าจะหดตัวเพียง 3.4% หลังจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น
หุ้นจีนยังดีดตัวแรง
หุ้นจีนทะยานขึ้นเป็นวันที่ 2 วานนี้ (10 ก.ค.) หลังจากรัฐบาลออกมาตรการมากมายเพื่อพยุงตลาด โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปิดตลาดพุ่งขึ้น 4.54% หรือ 168.47 จุด หรือทะยานไปกว่า 10% ในช่วง 2 วัน ส่วนดัชนีเซินเจิ้นคอมโพสิตพุ่งขึ้น 4.09% หรือ 79.91 จุด
การดำดิ่งของหุ้นที่ดำเนินมา 3 สัปดาห์ ยุติลงเมื่อตำรวจปราบปรามการทำชอร์ตเซลล์หรือการที่นักลงทุนไม่มีหุ้นในมือแต่ยืมหุ้นมาขายก่อน อีกทั้งทางการยังห้ามผู้ถือหุ้นรายใหญ่และผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนขายหุ้นเป็นเวลา 6 เดือน ล่าสุดผู้ดูแลกฎระเบียบระบุในแถลงการณ์ว่าได้ขอให้นักลงทุนระดับบุคคล เพิ่มการถือหุ้น ทั้งยังขอให้บริษัทจดทะเบียนต่างๆ เข้าซื้อหุ้นของตัวเองเพื่อสร้างเสถียรภาพแก่ราคา
“ความรู้สึกในตลาดดีขึ้นมากและเริ่มมีเสถียรภาพ ดังนั้นจึงพูดได้ว่ามาตรการของรัฐบาลประสบความสำเร็จในเบื้องต้น แต่ยังมีโอกาสที่จะมีการถอนเงินทุนออกจากตลาดระลอกสองหลังจากหุ้นดีดตัวขึ้นมามาก แต่การดิ่งลงของหุ้นในระลอกต่อไปคงไม่ลึกเหมือนครั้งนี้” นายเฉิน ซิงหยู นักวิเคราะห์แห่งบริษัทฟิลิปซีเคียวริตีส์ ระบุ
นายแอนดี รอธแมน นักยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนแห่งบริษัทแมทธิวส์เอเชีย ระบุในรายงานวิจัยว่าความผันผวนในตลาดทำให้นักลงทุนจำนวนมากตั้งคำถามว่าตลาดจะมุ่งไปในทิศทางไหน แต่พิจารณาจากการที่นักลงทุนรายย่อยมีบทบาทอย่างมากในตลาด ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาเกี่ยวกับบรรยากาศในตลาดว่าจะดำเนินไปอย่างไร
การดีดตัวของหุ้นเซี่ยงไฮ้
ดึงตลาดอื่นในเอเชียให้ปรับตัวขึ้น ดัชนีหุ้นหั่งเส็งในตลาดฮ่องกงพุ่งขึ้น 2.08% ทำให้ดัชนีดีดขึ้นมาเกือบ 4% ในช่วง 2 วัน สำหรับหุ้นเกาหลีใต้บวกขึ้นมา 0.17% หรือ 3.36 จุด หุ้นฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้น 0.2% หรือ 14.90 จุด แต่ดัชนีนิกเคอิในตลาดโตเกียวลดลง 0.38% หรือ 75.67 จุด








