BJCHI ผุดภารกิจใหม่ 'กระชากราคาหุ้น'

BJCHI ผุดภารกิจใหม่ 'กระชากราคาหุ้น'

นั่งบริหาร บมจ.บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี มาแค่ 10 เดือน แต่ 'แซม-ยู ยูน' CFO กล้ายื่นยันฐานะ ไม่เกิน 5 ปี รายได้แตะ 5 หมื่นล้านบาท

เมื่อ 2 ปีก่อน (ปี 2555-2556) บมจ.บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็ก และรับเหมาก่อสร้างงานทางด้านวิศวกรรม รวมถึงรับติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เคยพึ่งพิงลูกค้าเพียงรายเดียว นั่นคือ ทวีปออสเตรเลีย คิดเป็นสัดส่วน 90.42% และ 99.93% ตามลำดับ

แต่นับตั้งแต่เศรษฐกิจออสเตรเลียได้รับผลกระทบ จากการหดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ หลังประเทศจีนที่มีสัดส่วนการลงทุนโดยตรงในออสเตรเลียจาก 1% เพิ่มเป็น 9.3% ในปี 2556 ได้ชะลอการลงทุน บริษัทจึงตัดสินใจปรับโครงสร้างสัดส่วนลูกค้าใหม่ในปี 2557 ด้วยการหันไปให้บริการรับจ้างผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ในทวีปอเมริกาใต้ประมาณ 36.99% ส่วนที่เหลือ 60.35% และ 2.66% เป็นลูกค้าจากทวีปออสเตรเลีย และอื่นๆ

ทว่าการพึ่งพิงลูกค้าหลักเพียง 2 ราย อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาหุ้น BJCHI หลังแตกพาร์จาก 1 บาท เหลือ 0.25 เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2558 ไม่ค่อยเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แม้ว่านักวิเคราะห์หลายสำนักจะอออมาแนะนำ 'ซื้อ' ราคาเป้าหมาย 8.90-10 บาท หลังในช่วงเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทมีงานก่อสร้างในมือ หรือ Backlog มากถึง 7.5 พันล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ขณะเดียวกันบริษัทอาจชนะประมูลโครงการ High Potential Projects มูลค่า 5 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศบราซิล และออสเตรเลีย

ราคาหุ้น BJCHI ที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ทำให้ 'เสี่ยยักษ์-วิชัย วชิรพงศ์' นักลงทุนรายใหญ่ ในฐานะผู้ถือหุ้นอันดับ 4 สัดส่วน 23.55 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.84% (ตัวเลข ณ วันที่ 14 พ.ค.2558) เคยตัดพ้อกลางโต๊ะอาหารที่รายล้อมไปด้วยผู้บริหารระดับสูงว่า

'ที่ผ่านมาบริษัทขาดคนดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์ ทำให้ราคาหุ้น BJCHI เคลื่อนไหวสวนทางกับพื้นฐานที่แข็งแกร่ง แม้ราคาหุ้นจะอยู่ในทางต่ำและไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อใด แต่มีความ เชื่อมั่นว่า ผู้บริหารจะ นำพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายแน่นอน ซึ่งความเชื่อนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตัดสินใจซื้อหุ้นไอพีโอ 20 ล้านหุ้นแล้ว'

'แซม-ยู ยูน' ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชี บมจ.บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ฟังว่า ทุกเดือนทีมบริหารจะมีโอกาสทานข้าวกับ 'เสี่ยยักษ์' ซึ่งแกจะคอยสอบถามแผนธุรกิจตลอด และทุกครั้งก็มักจะพูดติดตลกว่า 'ทำไมราคาหุ้นต่ำกว่างานที่มีจำนวน มากในมือ' แต่เมื่ออธิบายโมเดลธุรกิจในอนาคต แกก็จะพูดกลับมาว่า 'แม้ระหว่างทางอาจมีซื้อเข้าขายออกบ้าง แต่หุ้น BJCHI ยังคงมีติดพอร์ตต่อไป เพราะเชื่อมั่นในฝีมือและธุรกิจ'

'มือการเงินสัญชาติเกาหลี' รับอาสาเล่าแผนธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2558-2562) ให้ฟังว่า ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักโมเดล BJCHI ให้ดีก่อนว่า รายได้หลัก 65% จะมาจากงานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ (Modularization) โดยบริษัทจะรับจ้างงานก่อสร้างและประกอบกลุ่มงานตามแบบของลูกค้า ส่วนที่เหลือจะมาจากงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็ก (Fabrication) งานติดตั้งนอกสถานที่ (Site Erection) และงานหล่อชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast Concrete )

บริษัทวางแผนการเติบโตในปี 2558-2562 ไว้ว่า ต้องเติบโตปีละประมาณ 20% เพราะเป้าหมายของรายได้รวม คือ 'หมื่นล้านบาท' จากปี 2557 ที่มีรายได้จำนวน 4.58 พันล้านบาท วิธีการ คือ เราจะขยายตลาดออกไปสู่ลูกค้าต่างประเทศ ทั้งลูกค้าใหม่ และลูกค้าเก่า เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา แถบเอเชีย และอเมริกาใต้ เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของอุปกรณ์ทางด้านวิศวกรรมในต่างประเทศยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

'อุตสาหกรรมพลังงาน ก๊าซ ปิโตรเคมี และเหมืองแร่ ยังคงมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะในทวีปออสเตรเลีย และประเทศบราซิล ฉะนั้นบริษัทมีโอกาสทำเงินในประเทศดังกล่าวได้อีกมาก'

ขณะเดียวกันบริษัทกำลังศึกษาที่จะกระจายความเสี่ยงออกไปทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก เช่น ธุรกิจการต่อเรือ เนื่องจากเราอยากเป็นบริษัทที่มีการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือ One-Stop Service อย่างไรก็ดีแม้วันนี้อุตสาหกรรมเดินเรือกำลังตกอยู่ในภาวะซบเซา แต่เราเชื่อว่าอีกไม่นานอุตสาหกรรมนี้จะกลับมา
นอกจากนั้นบริษัทยังมีแผนจะดำเนินธุรกิจก่อสร้างที่อยู่อาศัยในต่างประเทศด้วย ล่าสุดอยู่ระหว่างเจรจากับรัฐบาลประเทศออสเตรเลีย ซึ่งลักษณะของที่อยู่อาศัยจะมีหน้าตาคล้ายๆ โครงการบ้านเอื้ออาทรของเมืองไทย คาดว่าปี 2559 จะเริ่มก่อสร้างเฟสแรก และหากสามารถทำได้ตามเป้าหมาย เชื่อว่า เฟสต่อๆ ไป ทางรัฐบาลออสเตรเลียจะให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการ

'เรากำลังกระจายความเสี่ยงออกจากธุรกิจหลัก โดยการมองหาธุรกิจใหม่ที่มีมาร์จิ้นที่ดี' 'มือการเงิน' บอกอย่างนั้น

เมื่อเจาะลึกถึงทิศทางผลประกอบการในปี 2558 'ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและบัญชี' มีความเชื่อว่า ปีนี้บริษัทจะสามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ ในแง่ของกำไรสุทธิ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1 พันล้านบาท ส่วนในด้านของรายได้คงขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% เนื่องจากปัจจุบันเรามีมูลค่างานในมือ (Backlog) ประมาณ 7.5 พันล้านบาท

โดยจะเริ่มทยอยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างรอฟังผลการประมูลงานโครงการ High Potential Projects มูลค่าประมาณ 5 พันล้านบาท คาดว่าภายในไตรมาส 4 / 2558 หรือต้นปี 2559 จะทราบผลการประมูล

'ปีนี้เราจะพยายามรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิไว้ไม่ต่ำกว่า 20% โดยบริษัทจะรับงานโดยตรงจากเจ้าของโครงการ ซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิมากถึง 30% เทียบกับงานประมูลที่มีอัตรากำไรสุทธิเพียง 22% ซึ่งเราจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการรับงานโดยตรงเป็น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่อยู่ระดับ 30%'

ทั้งนี้ในปี 2558 บริษัทจะมุ่งเน้นการส่งมอบงานโครงการ Petrobras FPSO Modules ให้แล้วเสร็จตามกำหนด และในช่วงไตรมาส 2/2558 บริษัทอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมสำหรับดำเนินงานโครงการที่เข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นงานแปรรูปและประกอบโครงสร้างกลุ่มชิ้นงานขนาดใหญ่ ประเภท Floating Production Storage and Offloading

สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ของบริษัทร่วมลงทุน (Joint Venture) ที่มี Petrobras Netherlands B.V. ในประเทศบราซิลถือหุ้นใหญ่ ภายใตชื่อโครงการ TUPI มูลค่ามากกว่า 5.4 พันล้านบาท และมีระยะเวลาของโครงการประมาณ 18 เดือน อย่างไรก็ดีหากลูกค้าพึงพอใจกับคุณภาพและบริการของโครงการดังกล่าวจะทำให้บริษัทมีโอกาสสูงที่จะสามารถรับงานลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติมอีกกว่า 5 พันล้านบาท

'บริษัทยังอยู่ระหว่างยื่นประมูลงานใหม่มูลค่า 3-4 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะรู้ผลปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า เราหวังว่าจะได้รับงานประมาณ 5 พันล้านบาท'
เขา บอกว่า รายได้หลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของ BJCHI มาจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเฉพาะธุรกิจ LNG ที่มีบทบาทในฐานะเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก ซึ่งปัจจุบันมีโครงการ LNG ทั่วโลก ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอยู่ถึง 31 โครงการ และยังมีโครงการ LNG ที่อยู่ระหว่างการศึกษาอีกกว่า 41 โครงการ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศออสเตรเลีย

ขณะที่ความต้องการใช้ทรัพยากร เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่ ทำให้มีการลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่และถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีประสบการณ์มีอยู่ค่อนข้างจำกัด ฉะนั้น BJCHI ในฐานะที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเกี่ยวกับงานก่อสร้างทางวิศวกรรม และมีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากต่างประเทศได้มีโอกาสสูงที่จะเข้าไปรับงานเพิ่มเติมในอนาคต

'ราคาน้ำมันที่ลดลงยังไม่ส่งผลกระทบกับการเข้าประมูลงานของบริษัท เนื่องจาก ปัจจุบันบริษัทพลังงานส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับแผนการลงทุน แต่บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ในกรณีที่บริษัทพลังงานปรับลดงบประมาณการลงทุน'

'แซม-ยู ยูน' ย้ำว่า ในอนาคตบริษัทมีเป้าหมายในการเป็น 'หนึ่งในผู้นำด้านการเป็นผู้ให้บริการทางวิศวกรรมในระดับสากล' โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่ครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักในหลากหลายพื้นที่ทั่วโลก

บริษัทจะมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรักษาคุณภาพของบริการ และมาตรฐานการส่งมอบงานให้ตรงตามเวลา ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อลูกค้า ซึ่งปัจจุบันลูกค้าต่างประเทศให้ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทค่อนข้างมาก

'มือการเงินป้ายแดง' ทิ้งท้ายว่า เราอยู่ระหว่างขยายฐานนักลงทุนต่างประเทศ ด้วยการ เดินสายโรดโชว์ต่างประเทศ โดยเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.-3 ก.ค.ได้เดินทางไปนำเสนอข้อมูลในประเทศญี่ปุ่น และฮ่องกง ซึ่งเราได้ไปกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และบล.โนมูระ พัฒนสิน หรือ CNS ขณะเดียวกันวันที่ 8-9 ก.ค.ที่ผ่านมา บริษัทไปโรดโชว์ที่ประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับ ตลท. และบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย)
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนนักลงทุนสถาบันต่างชาติเพียง 2% ซึ่งในอนาคตยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติชัดเจน เพียงแต่เตรียมความพร้อม ด้วยการเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น ด้วยการจ่ายปันผลเป็นหุ้น และแตกพาร์เหลือ 0.25 บาทต่อหุ้น จากเดิม 1 บาทต่อหุ้น ในช่วงที่ผ่านมา

'เราไปโรดโชว์ครั้งนี้หวังให้นักลงทุนต่างชาติรู้จัก BJCHI มากขึ้น และหวังจะเห็นสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามไปด้วย'