เล่นสั้น ลงแรงซื้อ ขึ้นแรงขาย เน้นหุ้นปันผลสูงและหุ้นที่ perform ได้ดี
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : ยังคงอยู่ในช่วงพักฐาน
ตลาดไทยวันนี้มีโอกาสปรับลงได้ต่อ เนื่องจากความกังวลเรื่องการขายหุ้นลดความเสี่ยงในประเทศจีนยังคงกดดันตลาดทั่วเอเชียอยู่ ประกอบกับความไม่แน่นอนเรื่องกรีซก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดผันผวนเชิงลบในสัปดาห์นี้ และราคาน้ำมันดิบยังไม่ฟื้นตัวดี บวกกับมูลค่าของตลาดหุ้นไทยถือว่าแพงกว่าตลาดเพื่อนบ้านเกือบ 20% ดังนั้น อาจเห็นการขายลดความเสี่ยงเพิ่มเติมในวันนี้
แนวรับ/แนวต้าน : 1450/1490 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : เล่นสั้น ลงแรงซื้อ ขึ้นแรงขาย เน้นหุ้นปันผลสูงและหุ้นที่ perform ได้ดี ไม่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างเช่น กลุ่มโรงพยาบาล
นักลงทุนระยะสั้น : AP(8.40), BDMS (25.50)
AP (8.40) ต่ำกว่า 6.80 ก็น่าจะซื้อเก็บไว้ขายได้ใกล้ๆ 7.80 บาท เอาไว้เล่นสั้นครับ ตัวนี้มีปัจจัยบวกจาก upside ที่สูงน่าสนใจ และจากค่าP/E ที่ต่ำกว่าคู่แข่งทั้ง PS, LH, QH, และSIRI บวกกับยอด pre-sales ที่แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปีของโครงการ เช่น Life อโศก และ Rhythm รางน้ำ ทำให้เราคาดว่าจะมีการปรับเป้ายอด pre-sales ขึ้นอีกแน่นอน
BDMS (25.50) เคยแนะนำไปแล้วในงาน Money Channel 11 ปี ว่าเป็นหุ้น Defensive ที่น่าเก็บสะสมตอน 19 บาท ตอนนี้ใกล้ 20 บาท ยังคงแนะนำซื้ออยู่ โดยขณะนี้ BDMS มี upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 28% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 7 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 28% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี
นักลงทุนระยะยาว : ADVANC (270), PTTGC (76)
ADVANC (270) UOBKH เรายังมองประเด็นบวกจากการประมูล 4G เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ อย่างที่เราเคยเก็บข้อมูลการประมูล 3G ที่ผ่านมาก็ทำให้ Telco sector ขึ้นมา 40-50%เลย ภายใน 7 วันหลังจากประมูลเสร็จ โดยเราเชื่อว่า AIS จะได้ประโยชน์จากการประมูลนี้ที่สุด เพราะจะลดความกังวลเกี่ยวกับ การขาดเเคลนspectrumโดยคลื่น 900 MHz ของ AIS จะหมดอายุสัมปทานเดือน ก.ย.ปีนี้ ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ AIS ก็น่าจะทำสถิติใหม่ได้ใน Q3-Q4 เพราะไม่ต้องบันทึกค่าเสื่อมจากคลื่น 900MHz ที่ปกติจะบันทึกประมาณ 2,000 ล้านบาท/ไตรมาส ดังนั้น AIS เป็นหุ้น Top pick ของเรา Target price 270 บาท ปันผลก็สูงด้วยอยู่ที่ 5%
PTTGC (76) (ปันผล 6%) – ยังเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนเช่นกัน UOBKHเราคาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/58 จะต่ำที่สุดของปีนี้ ธุรกิจโอเลฟินส์และ derivative จะยังเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตที่สำคัญในปี 58 ขณะที่ราคา HDPE ที่อยู่ในระดับสูงในปัจจุบันจะช่วยหนุนกำไรสุทธิของ PTTGC ให้มากขึ้นเนื่องจาก 60-65% ของกำไรสุทธิขึ้นอยู่กับราคา HDPE แถมราคาหุ้น PTTGC ณ ปัจจุบันซื้อขายในระดับถูกด้วย 2015F PE ที่ 8 เท่าเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 9 เท่าด้วย รอจังหวะย่อๆมาซัก 65 ซื้อเก็บกินปันผลสบายใจเฉิบครับบบ
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
- หุ้นจีนร่วงหนัก 30% ในรอบ 3 สัปดาห์ ฉุดหุ้นค่าเงินร่วงทั้งภูมิภาค ด้านเอดีบีเตือนรับมือฟองสบู่หุ้นจีนแตก ลามสู่เศรษฐกิจจริง กระทบส่งออกและเศรษฐกิจไทย จับตาฟองสบู่หนี้ ขณะ ธปท.ประเมินกระทบตลาดเงินโลกไม่มาก พร้อมจับตาผลกระทบใกล้ชิด
+ กรอ.รับข้อเสนอดันไทยฮับท่องเที่ยวเรือสำราญ หวังดันรายได้เพิ่มเท่าตัวจาก 1.8 พันล้านบาท เป็น 3.6 พันล้านบาทภายในปี 2560 "ปรีดิยาธร" มอบ สศช.ศึกษา เอกชนรับปากนายกฯ ร่วมแก้ปัญหาไอยูยู ขณะที่นายกฯมอบ "ปรีดิยาธร" แก้ปัญหาข้อกฎหมายภายในให้สำเร็จ 1 สัปดาห์ เอกชนเสนอขอใช้พื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมพัฒนาการขนส่งไทย-ลาว
+ นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า จะเสนอร่างยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย พ.ศ. 2558-2560 ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อวางรากฐานการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ภายใต้งบ 2 หมื่นล้านบาท เป็นงบกระทรวงการท่องเที่ยวฯ 7,000-8,000 ล้านบาท โดยจะผลักดันรายได้ในปี 2559 เพิ่มเป็น 2.3 ล้านล้านบาท ปี 2560 เพิ่มเป็น 2.5 ล้านล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,515.42 จุด ร่วงลง 261.49 จุด หรือ -1.47%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 260 จุดเมื่อคืนนี้ (8 ก.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลที่ว่า การร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นจีนอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่บ่งชี้ถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในต่างประเทศ
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนส.ค.ลดลง 68 เซนต์ ปิดที่ 51.65 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (8 ก.ค.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาดในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าความต้องการพลังงานในสหรัฐยังคงอ่อนแอ








