หุ้นไทยปิดร่วง 13.52 จุด อยู่ที่ 1,470.25 จุด ปรับลดลงแรงตามตลาดหุ้นจีน คาดพรุ่งนี้ปรับลดลงต่อ และชะลอลงทุน กรอบ 1,450-1,480 จุด
ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ 1,470.25 จุด ลดลง 13.52 จุด (0.91%) มูลค่าการซื้อขาย 37,627.41 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,478.97 จุด และต่ำสุดอยู่ที่ 1,466.74 จุด
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัยลูกค้าบุคคล บล.บัวหลวง กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้ปรับลงค่อนข้างแรง ตามตลาดหุ้นจีนที่เกิด Panic Sell จากภาวะเก็งกำไรเกินพื้นฐาน จนดัชนีฯ บวกเร็วและแรงในช่วงเวลาสั้น ๆ จนทำให้ค่า PE ปรับขึ้นสูง จึงเกิดแรงขายออกมาทำให้ดัชนีฯ ปรับเข้าสู่สมดุลอีกครั้ง โดยตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เคยมีค่า PE สูงสุดถึง 25-26 เท่า ก่อนที่ลดลงมาเหลือราว 18 เท่า ส่วนตลาดเซิ่นเจิ้นเคยขึ้นไปสูงถึง 45 เท่า ส่วนข่าวที่คาดว่าเกิดจากความกังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว มองว่าไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้น เพราะเป็นเรื่องปกติของประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนที่มีประชากรพันกว่าล้านคน การเติบโตควรจะอย่างน้อย 7% ที่จะกระตุ้นการบริโภคได้อย่างเพียงพอ ขณะที่ตลาดหุ้นฮ่องกง ที่ปรับตัวลงแรงนั้น มองว่าน่าจะอิงกับสถานการณ์ในยุโรปมากกว่า
นอกจากนี้ สถานการณ์ปัญหาหนี้กรีซที่ยังยืดเยื้อต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ก็คือ ความเป็นสมาชิกของกรีซในสหภายุโรป เพราะหากกรีซต้องพ้นความเป็นสมาชิก หนี้ที่มีอยู่จะทวีคูณ ฉะนั้น มองว่า กรีซน่าจะอยากคงความเป็นสมาชิกต่อไป แต่อย่างไรก็ตราม ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวของเจ้าหนี้ หลังผลลงประชามติ จึงทำให้กรีซมีโอกาสออกจากกลุ่มสูง หากผิดนัดชำระหนี้จริง ดังเช่นกรณีอาร์เจนติน่าที่เคยผิดนัดชำระหนี้และถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวร่วมสิบปี แต่จะส่งผลกระทบต่อเอเชียไม่มากนัก ยกเว้นประเทศที่มีความเสรีด้านการเงินสูง
ส่วนแนวโน้มวันพรุ่งนี้ คาดว่า หุ้นไทยมีโอกาสรีบาวน์เพื่อลงต่อ ด้วยปัจจัยแวดล้อมที่ยังกดดัน โดยเฉพาะปัญหาหนี้กรีซ ในวันที่ 12 ก.ค. นี้กลุ่มยูโรจะหารือร่วมกันถึงทางออกปัญหาหนี้กรีซ ว่าจะเพิ่มเงื่อนไขให้กรีซได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ที่ยังหวังการกระตุ้นจากภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งมองว่าดัชนีฯ ตอบรับทางลบมากเกินไป (Over Reaction) กลยุทธ์ แนะ Wait&See พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,450 จุด แนวต้าน 1,480 จุด







