เรามองประเด็นกรีซจะทำให้หุ้นไทยขยับลงชั่วคราวและเป็นโอกาสดีในการซื้อหุ้น เลือกหุ้นเป็นรายตัว
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : มีโอกาสปรับลงอีกวัน
เราคาดตลาดไทยวันนี้น่าจะผันผวนเชิงลบต่อ โดยนักลงทุนรอผลการลงประชามติของกรีซในวันอาทิตย์นี้ และความกังวลเรื่องหนี้เสียของกลุ่มแบงก์ยังมีอยู่ อาจส่งผลให้มีแรงขายของกลุ่มแบงก์ต่อเนื่อง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบปรับลงมาแรงอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและ SET Index ส่วนทางด้านตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาในสัปดาห์นี้ ถึงแม้ว่าการจ้างงานจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่การปรับขึ้นของรายได้ก็ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ วันนี้ตลาดไทยจึงน่าจะผันผวนเชิงลบ
แนวรับ/แนวต้าน : 1490/1520 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : เรามองประเด็นกรีซจะทำให้หุ้นไทยขยับลงชั่วคราวและเป็นโอกาสดีในการซื้อหุ้น เลือกหุ้นเป็นรายตัว เน้น story และพื้นฐานดี ปันผลสูงและควรทยอยขายบ้างเมื่อมีกำไร
นักลงทุนระยะสั้น : CK (30), SPCG (31)
CK (30) ขอฝากหุ้นพื้นฐานดีเอาไว้เล่นสั้นกันอีกตัวเป็น CK ครับ โดยการขายหุ้นของบริษัทไซยบุรีจะเพิ่มกำไรก่อนหักภาษีปีนี้ถึง 1.6 พันล้านบาท ส่วนทางด้านการควบรวม BECL และ BMCL ก็กำลังไปได้ดี โดยบริษัทใหม่ BEM จะเข้าเทรดชช่วงไตรมาส 3 นี้ นอกจากนี้กำไรปกติปีนี้ก็จะโตขึ้นได้ดี โดยมีงาน Backlog ในมืออยู่แล้ว 87,000 ล้านบาท และเร็วๆนี้จะเพิ่มมาอีกไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทด้วย ถือเป็น Top pick ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ เนื่องจากมีบริษัทลูกที่แข็งแกร่งเยอะ และ valuation ก็น่าสนใจกว่า STEC และ ITD ด้วย
SPCG (31) เหมาะอย่างยิ่งกับการ trade ทำกำไรระยะสั้น (ซื้อ 26 ขาย 27.50) โดยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับหุ้นตัวนี้อยู่แล้ว เช่น 1.)เตรียมรับรู้รายได้ได้เต็มปีจากโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 36 โครงการหรือ 206MW ส่งผลให้รายได้และกำไรปีนี้เติบโตอย่างชัดเจน 2.)ไตรมาส 3 จะมีดีลเข้าซื้อโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 100MW 3.)ร่วมมือกับ Home Pro เพื่อจัดจำหน่ายอุปกรณ์ solar roof เพื่อเพิ่มรายได้ ประกอบกับ P/E ต่ำเพียง 13 เท่า ต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง GUNKUL, DEMCO, และ IFEC ดังนั้นแนะนำ SPCG เป็นตัวเด่นกลุ่มพลังงานทดแทนและเอาไว้เล่นสั้นนะครับ
นักลงทุนระยะยาว : BDMS (25.50), HANA (45)
BDMS (25.50) เคยแนะนำไปแล้วในงาน Money Channel 11 ปี ว่าเป็นหุ้น Defensive ที่น่าเก็บสะสมตอน 19 บาท ตอนนี้ใกล้ 20 บาท ยังคงแนะนำซื้ออยู่ โดยขณะนี้ BDMS มี upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 28% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 7 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 28% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี ถือยาวได้ถึงสิ้นปีนี้เลย
HANA (45) ด้วยแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้แถมเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ เราขอแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าลง อย่างเช่น HANA เพราะได้รายได้เกือบ 100% เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ราคาหุ้นปัจจุบันและ upside น่าสนที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่ม electronics และการทำ sensitivity analysis ของเราพบว่า ทุก 1% ที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง จะทำให้กำไร HANA สูงขึ้นถึง 4.4% เลยครับผม
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปร่วมประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 2-4 ก.ค.ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยวาระสำคัญ คือ ผู้นำชาติ ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และประธานาธิบดีเมียนมา จะร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงความร่วมมือ (MOI) โครงการทวายระหว่างไทย-เมียนมา-ญี่ปุ่น และจะมีการแถลงข่าว 3 ฝ่าย ในวันที่ 4 ก.ค.ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย
+ สภาอุตฯ ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เผยทุนจีนรุกเทคโอเวอร์โรงแรม 20 แห่ง จัดทัวร์จีนช้อปคอนโด ซื้อตรง-นอมินี หลังนักท่องเที่ยวจีนแห่เที่ยวเชียงใหม่สร้างโอกาสค้า-ลงทุน สมาคมการค้าอสังหาฯ เชียงใหม่ แจงนักลงทุนจีนฮ่องกงกว่า 50 ราย นัดเจรจาร่วมทุนนักธุรกิจอสังหาฯ-ค้าปลีกไทย
- นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่น ผู้บริโภคเดือน มิ.ย. 2558 อยู่ที่ระดับ 63.8 ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และอยู่ในระดับต่ำสุดรอบ 1 ปี เนื่องจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ และราคาสินค้าเกษตรยังทรงตัว ในระดับต่ำ ทางด้าน ธปท.วิตกกังวลปัญหาเศรษฐกิจจีนและเอเชียมากกว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซและยุโรป เนื่องจากไทยส่งออกไปประเทศจีนมากกว่ากลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และหากเศรษฐกิจจีนโตน้อยกว่าคาดไว้ จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,730.11 จุด ลดลง 27.80 จุด หรือ -0.16%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (2 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังต่อข้อมูลแรงงานล่าสุดของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าการคาดการณ์ และจำนวนคนว่างงานรายสัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดการณ์ นอกจากนี้ นักลงทุนยังระมัดระวังการซื้อขายก่อนที่จะทราบผลการลงประชามติของกรีซในวันอาทิตย์นี้
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือน ส.ค.ลดลง 3 เซนต์ ปิดที่ 56.93 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (2 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายและจับตาดูผลการลงประชามติของกรีซในวันอาทิตย์นี้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดันจากรายงานสต็อกน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นเกินคาดของสหรัฐ






