ประเด็นหนี้กรีซกดดันตลาด รัฐบาลกรีซต้องหารือกันว่าจะเปลี่ยนนโยบายที่เคยใช้ตอนหาเสียงหรือไม่ ก่อนการประชุมกับกลุ่ม EU 22 มิ.ย.นี้
ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่ ECB ได้อนุมัติให้เพิ่มเพดานเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับธนาคารกรีซ 1.8 พันล้านยูโรเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนกรีซยังคงถอนเงินจากธนาคารกรีซอย่างต่อเนื่อง (รวมทั้งสัปดาห์ก่อนมีการถอนเงินออก 4.2 พันล้านยูโร) ทั้งนี้กรีซมีกำหนดชำระคืนหนี้ IMF รวม 1.5 พันล้านยูโรภายใน 30 มิ.ย.นี้ ซึ่งมีเวลาเหลืออีกเพียง 1 สัปดาห์เศษเท่านั้น
เศรษฐกิจไทยซบเซานานกว่าคาด...กนง.ปรับลดเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือโต 3.0% คณะกรรมการกนง.ปรับลดประมาณการ GDP Growth ไทยในปี 58 ลงเหลือเติบโต 3.0% (เดิม 3.8%) ส่วนปี 59 คาดว่าจะเติบโต 4.1% (เดิม 3.9%) ถือว่าเป็นการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้แม้ว่าการลงทุนภาครัฐจะเพิ่มขึ้นเป็น +16.3% (เดิม +8.0%) แต่ก็ไม่สามารถชดเชยกับการลดลงของการบริโภค & การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออกที่อ่อนแอกว่าคาดการณ์เดิมได้ อย่างไรก็ดี ตัวเลขประมาณการใหม่ของกนง.ที่ 3% ของปีนี้ยังไม่รวมผลกระทบจากโรคเมอร์ส ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดรุนแรงก็อาจทำให้ GDP ปีนี้โตต่ำกว่า 3% ได้ แต่หากควบคุมได้ก็มีผลกระทบจำกัด จากตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจใหม่เราประเมินว่า 1) อาจทำให้มีการปรับลดประมาณการกำไรของบจ.อีกรอบ โดยเฉพาะบริษัทที่อิงกับอุปสงค์ในประเทศ, 2) มีโอกาสที่กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาและอัตราเงินเฟ้อไม่เป็นแรงกดดัน โดยธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้จะ -0.5%
จับตาโรคเมอร์สในไทย ซึ่งมีผลต่อภาคท่องเที่ยวและการบินของไทย หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อที่เป็นชาวต่างชาติ 1 ราย และทางโรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุขได้ทำการควบคุมอย่างเต็มที่ ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะควบคุมได้หรือไม่ ซึ่งต้องใช้เวลาเพราะระยะเวลาฟักเชื้อเกือบ 2 สัปดาห์
ช่วงสั้นตลาดยัง Sideways โดยรวมแล้วตลาดหุ้นยังผันผวนจากปัจจัยเสี่ยง/ไม่แน่นอนภายนอก โดยเฉพาะเรื่องหนี้กรีซ และวิตกกับการแพร่ระบาดของโรคเมอร์ส รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศก็ซบเซานานเกินคาดและอาจนำไปสู่การปรับลดประมาณการรายได้และกำไรของบจ.อีกรอบ แต่ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ทางเลือกประเภทอื่น เช่น ทองคำ, น้ำมัน, ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ก็ยังมีความน่าจูงใจน้อยกว่าหุ้น ยังผลให้ SET Index จะออกแนว Sideways (ขึ้นก็ไม่มากเพราะขาดปัจจัยบวกที่มีนัยสำคัญมากระตุ้น ลงก็ไม่แรงเพราะมีแรงซื้อรับหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงการเลือกซื้อหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรสูงและหุ้นผลประกอบการ Turnaround)
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้ตลาดลงแรง คือ 1) กรีซผิดนัดชำระหนี้ และต้องออกจากยูโรโซน, 2) โรคเมอร์สแพร่ระบาดรุนแรง, 3) เศรษฐกิจไทยซบเซายาวนานกว่าคาดมาก
เลือกซื้อลงทุน โดยแนะนำให้จัดพอร์ตตามการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน สัดส่วนหุ้นประมาณ 60-70% สำหรับพอร์ตที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางถึงค่อนไปทางสูง ซึ่งหุ้นแต่ละประเภทที่เราเห็นว่าน่าสนใจเลือกลงทุนระยะกลาง-ยาว ประกอบด้วย
# กลุ่มหุ้นปันผลสูง หุ้นเด่นใน DBSV Coverage ประกอบด้วย BJCHI, LALIN, LPN, QH, SIRI, SPALI, TMT, BECL
# กลุ่มเติบโตแกร่ง หุ้นเด่นเป็น TRC, BJCHI, SEAFCO, SYNTEC, TTCL, WHA, GL
# กลุ่มมั่นคง หุ้นเด่นเป็น AOT, KBANK, INTUCH, RATCH
# กลุ่มฟื้นตัว หุ้นเด่นเป็น PTT, TOP, IVL, TASCO, BA, CENTEL, MINT









