ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
+ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ไปอยู่ที่ 1.1405 ดอลลาร์ต่อยูโร เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวดเร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฟดนั้นไม่ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อใด ในขณะที่ค่าเงินยูโรนั้นแข็งค่าขึ้นมาจากความหวังในการหาทางออกของวิกฤติทางการเงินของกรีซ ทั้งนี้กรีซจะต้องชำระหนี้วงเงิน 1.6 พันล้านยูโรแก่ IMF ในวันที่ 30 มิถุนายนที่จะถึงนี้
+ ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินภายในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือยังคงแข็งแกร่งอยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความต้องการของน้ำมันดิบ และช่วยสนับสนุนทั้งราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ได้ออกมาให้ความเห็นว่า แรงขับเคลื่อนจากน้ำมันเบนซินนั้นจะเป็นปัจจัยในช่วงระยะสั้นเท่านั้น
- Genscape บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลทางด้านพลังงานในตลาดของสหรัฐ ได้เปิดเผยข้อมูลน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ ณ เมืองคุชชิ่ง โอคลาโฮมา ในช่วง 2 วันแรกของสัปดาห์นี้ (จันทร์-อังคาร) ว่ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 870,000 บาร์เรล ในขณะเมื่อเทียบข้อมูลในวันศุกร์ที่แล้วกับวันอังคารที่ผ่านมาพบว่ามีน้ำมันดิบคงคลัง ณ เมืองคุชชิ่ง นี้ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรล โดยน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ ที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาน้ำมันดิบในตลาด
+/- กระทรวงแรงงานของสหรัฐ ออกมาเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ออกมาทรงตัวเมื่อเทียบรายปี น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ ในเดือนพฤษภาคมนี้ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 โดยชะลอตัวลงจากเดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.8 ทั้งนี้ การทรงตัวเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงของราคาพลังงานในสหรัฐ ที่ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 16.3 เมื่อเทียบปีต่อปี
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับลดลงสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังจากตัวเลขน้ำมันเบนซินคงคลังของสหรัฐ ที่ประกาศโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.46 ล้านบาร์เรล ไปสู่ระดับ 217.81 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมาสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดกาณ์ไว้ ถึงแม้ว่าในภูมิภาคเอเชียจะยังคงมีอุปสงค์ของน้ำมันเบนซินที่อยู่ในระดับสูงก็ตาม
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศศรีลังกา อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันดีเซลยังคงถูกกดดันจากอุปทานน้ำมันดีเซลในภูมิภาคที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง จากการกลับมาดำเนินการของโรงกลั่นในภูมิภาค รวมไปถึงการส่งออกน้ำมันดีเซลที่มากขึ้นจากประเทศจีนหลังจากมีการสั่งห้ามการทำประมงในช่วงฤดูวางไข่
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์หน้าจะเคลื่อนไหวที่กรอบ 58-63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 61-66 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- จับตาการแก้ไขปัญหาวิกฤติหนี้กรีซว่าจะเป็นไปในทิศทางใด หลังจากรัฐบาลกรีซยังไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้งวดล่าสุดให้แก่ IMF ราว 1.6 พันล้านยูโร ก่อนเส้นตายวันที่ 30 มิ.ย. นี้ได้ โดยล่าสุดกรีซและกลุ่มเจ้าหนี้ยังคงไม่สามารถตกลงกันได้สำหรับแผนปฎิรูปของกรีซเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ 7.2 พันล้านยูโร โดยประเด็นที่ยังคงไม่เห็นพ้องกันคือ การลดเงินบำเหน็จบำนาญและเงินเดือนของข้าราชการ ที่กลุ่มเจ้าหนี้ต้องการให้ลดลง 1% จากปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 16% ของ GDP ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่สูงมากขึ้นที่กรีซจะผิดนัดชำระหนี้กว่า 1.6 พันล้านยูโรในสิ้นเดือนนี้
- การผลิตน้ำมันในลิเบียมีแนวโน้มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 200,000 บาร์เรลต่อวัน จากระดับ 432,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันแห่งชาติลิเบียเปิดเผยว่า ลิเบียพยายามที่จะกลับมาเปิดดำเนินการแหล่งผลิต El Sharara และ El Feel รวมถึงท่าเรือ Zueitina ใหม่อีกครั้งในช่วงฤดูกาลถือศีลอดของชาวมุสลิม หลังถูกปิดดำเนินการไปในช่วงก่อน โดยหากสามารถเปิดดำเนินการได้ทั้งหมดจะทำให้กำลังการผลิตของลิเบียปรับเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันเป็นประมาณ 800,000 บาร์เรลต่อวัน
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังโรงกลั่นกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุง ประกอบกับโรงกลั่นหลายแห่งปรับเพิ่มกำลังผลิตขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้ที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้น ในช่วงฤดูการท่องเที่ยวหน้าร้อนของสหรัฐ ซึ่งจะอยู่ระหว่างเดือน มิ.ย. - ส.ค. ของทุกปี
- ติดตามทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางของสหรัฐ (FED) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำช่วง 0-0.25% ต่อไป ในการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ FED ส่งสัญญาณว่าอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ ในปี 2558 มีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ในการประชุมที่ผ่านมา FED ยังเผยตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ (GDP) โดยในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 1.8%-2.0% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.3%-2.7%
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









