"ไพรินทร์" เผย ปตท.ยังเดินหน้าขายสินทรัพย์ ธุรกิจปาล์มในประเทศอินโดนีเซีย ยันพร้อมเดินหน้าธุรกิจอื่นๆ ในอินโดฯต่อ
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท.ยังเดินหน้าขายสินทรัพย์ ธุรกิจปาล์มในประเทศอินโดเนีเซียที่ดำเนินการโดยบริษัท กรีนเอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ขายแปลงปลูกปาล์มไปแล้ว 2 แปลงวงเงิน 35 ล้านเหรียญสหรัฐ และเหลืออีก 3 แปลง กำลังประกาศขาย ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าภาพรวมการลงทุนในธุรกิจปาล์มจะขาดทุนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทาง ปตท.ได้ตั้งด้อยค่าทรัพย์สินไปแล้ว การขายธุรกิจจึงไม่มีผลต่อการดำเนินการ
“ปตท.ยังเดินหน้าธุรกิจในอินโดนีเซียต่อ ทั้งถ่านหิน การขายเม็ดพลาสติก และอื่น ๆ แต่การที่ขายสวนปาล์ม เพราะไม่มีความถนัดด้านการเกษตร ทั้งการดูแลที่ดินและใบอนุญาต และกรรมสิทธิ์ต่าง ๆ จึงคิดว่าทำสิ่งที่ถนัดดีกว่า” นายไพรินทร์ กล่าว
นายไพรินทร์ กล่าวถึงกรณีกระทรวงพลังงานของไทยลงนามเอ็มโอยูกับรัฐบาลเมียนมาร์ เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านพลังงานของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งปัจจุบันกลุ่ม ปตท.ดำเนินธุรกิจขุดเจาะสำรวจในเมียนมาร์หลายแหล่ง ขณะเดียวกันมีแผนลงทุนคลังแอลเอ็นจีลอยน้ำขนาด 3 ล้านตันในเมียนมาร์ด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกพื้นที่ โดยพิจารณาไว้ 2 แห่ง คือ ทวายและกันบอก (Kanbauk) โดยเป็นจุดท่อส่งก๊าซขึ้นบนบก คาดว่าหากสามารถสรุปพื้นที่ได้จะดำเนินการได้ทันที
สำหรับนโยบายปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภาคขนส่ง เป็นแนวทางของกระทรวงพลังงาน เนื่องจากเห็นว่าผู้ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงต้องใช้รถและถนนเช่นเดียวกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น โดยแต่ละปีกระทรวงคมนาคมต้องเสียงบประมาณซ่อมบำรุงถนนประมาณ 100,000 ล้านบาท ดังนั้น ในฐานะที่ผู้ใช้รถยนต์แอลพีจีก็ใช้ถนนเช่นกันจำเป็นต้องเสียภาษี ส่วนอัตราภาษีสรรพสามิตจะเป็นเท่าใดนั้นต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของภาครัฐ ซึ่งกรณีนี้ ปตท.ไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด









