วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กบง.คงราคาขายปลีกLPGในเดือนมิ.ย.

กบง. มีมติคงราคาขายปลีกแอลพีจีในเดือน มิ.ย.ที่ 23.96 บาท/กิโลกรัม -เล็งขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่ง

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เปิดเผย ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)ในวันนี้ว่า ที่ประชุมมีมติคงราคา ขายปลีกก๊าชปิโตรเลียมเหลว(LPG)ในเดือนมิ.ย.ที่ 23.96 บาท/กิโลกรัม แม้ราคาต้นทุนเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนปรับลดลง 32 สตางค์ต่อกิโลกรัมก็ตาม โดย กบง.มีมติให้นำต้นทุนที่ลดลง จัดเก็บเข้าเงินกองทุนน้ำเชื้อเพลิงสำหรับ LPG ทำให้กองทุนจะมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 260 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในปัจจุบัน กองทุนน้ำมันสำหรับ LPG มีวงเงินประมาณ 7 พันล้านบาท

"การที่ไม่ลดราคา ก็เพราะเห็นว่า ราคาขายปลีกถึงผู้บริโภคโดยตรง อาจไม่ลดลง แต่การลดราคาอาจจะตกอยู่ที่ยี่ปั้วซาปั้ว ดังนั้นการเก็บเงินเข้ากองทุน ก็จะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้น สำหรับการดูแลเสถียรภาพราคาในอนาคต" นายณรงค์ชัย กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการ กบง.มีมติปรับโครงสร้างราคา LPG โดยให้ราคาจากทุกแหล่งผลิตมีราคาเดียวกัน ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. 58 และจะมีการปรับราคาถัวเฉลี่ยเป็นระยะ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

นายณรงค์ชัย ชี้แจงว่า นโยบายราคา LPG ในอนาคตนั้น เพื่อความ เป็นธรรมของผู้ใช้รถยนต์ รัฐบาลจะขึ้นภาษีสรรพสามิตเฉพาะ LPG ภาคขนส่ง เท่านั้น ส่วนภาคครัวเรือน ไม่มีการจัดเก็บภาษีแต่อย่างใด โดยการจะการจัดเก็บ จะมีผลก็ต่อเมื่อการแก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิต เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)

โดยการจัดเก็บจะคำนึงถึงค่าความร้อน ซึ่ง LPG มีค่าความร้อนต่ำกว่าน้ำมัน 30% และภาษีสรรพสามิต LPG ภาคขนส่งปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 4 บาท/ลิตร ขณะที่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันอยู่ที่ 4-5 บาท/ลิตร ดังนั้นการปรับขึ้น คงจะไม่มากนัก แต่ก็เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคว่าพร้อมจะจ่ายหรือไม่ โดยการ จัดเก็บภาษีสรรพสามิต LPG จะเป็นการจัดเก็บปลายทาง หรือ ที่หัวจ่ายเท่านั้น ดังนั้นจึงเชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดปัญหาการลักลอบการใช้ LPG ผิดประเภทเหมือนใน อดีต ซึ่งเป็นการคำนวนราคาจากต้นทาง

รมว.พลังงาน ยังยืนยันว่า รัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหิน ตามแผนพัฒนาไฟฟ้าระยะยาว เพื่อกระจายเชื้อเพลิงและคำนึงถึงต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยมีแผนในการลดมลพิษให้น้อยที่สุด ซึ่งในสหรัฐแม้มีการลดการใช้ถ่านหิน เนื่องจากพบก๊าซเป็นจำนวนมาก แต่ในยุโรปพบว่ามีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพิ่มขึ้นถึง 12% และลดการใช้ก๊าซถึง 24%

ขณะเดียวกัน เยอรมนี มีแผน 3 ปี ในการเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหิน 7 พันเมกะวัตต์ และลดโรงไฟฟ้าจากก๊าซถึง 1 หมื่นเมกะวัตต์