ต้นทุนต่ำแต่กำไรสูง
ประเด็นการลงทุน
คุณธิดา แก้วบุตตา (ผู้บริหารของ SAWAD) ตั้งเป้า ROE ต่อปีสูงถึง 33-35%ในช่วงปี 2558-2560 โดยมองว่าปัจจัยกระตุ้นกำไรหลักมาจาก อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งที่ 30-35% (ในช่วง 1-3 ปี) การบริหารสินทรัย์ที่มีคุณภาพ ธุรกิจใหม่จากการรับติดตามหนี้และธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งการดำเนินงานกิจการส่วนใหญ่โดยยังเป็นไปตามการคาดการณ์ของเรา โดยมีอัพไซด์ต่อการประมาณการกำไรจะมาจาก 1) อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่มากกว่าที่คาด (จากการซื้อกิจการ) 2) การตั้งสำรองหนี้สูญฯต่ำกว่าที่เราคาด เรายังคงแนะ ซื้อ จากแนวโน้มที่ดีของบริษัทในระยะยาว
เป้า ROE ที่สูง 30-35% หนุนโดยอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่ง
ผู้บริหารตั้งเป้า ROE ที่ค่อนข้างสูงที่ 30-35% ตลอดช่วง 2558-2560 โดยมีปัจจัยกระตุ้นคือ อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่ง โดยคาดอัตราการเติบโตของสินเชื่ออยู่ที่ 20-30% ในช่วงปี 2558-2560 หนุนจากภาวะการแข่งขันที่ไม่มากในการปล่อยสินเชื่อรากหญ้าซึ่งเป็นส่วนที่ธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ ทั้งนี้ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่า มีแรงงานถึง 25 ล้านคนที่ไม่อยู่ในระบบแรงงาน (ไม่มีสลิปเงินเดือนและไม่มีรายได้ประจำที่เป็นหลักแหล่ง) จากปัจจัยทั้งหมดข้างต้น เราคาดอัตราการเติบโตของสินเชื่อสุทธิปี 2558 น่าจะอยู่ที่ 20%
สินเชื่อนาโนไฟแนซ์และธุรกิจบริหารสินทรัพย์หนุนการเติบโตปลายปีเป็นต้นไป
บริษัทได้รับใบอนุญาตในการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนซ์จากกระทรวงการคลังเดือน พ.ค. 2558 ซึ่งผู้บริหารตั้งงบประมาณสำหรับสินเชื่อส่วนนี้ไว้ที่ 500 ล้านบาทและจะเริ่มให้บริการในช่วงไตรมาส 3/58 โดยพุ่งเป้าไปที่ลูกค้าที่ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์อาหารอย่าง เจียงลูกชิ้นปลา , บะหมี่ฮ่องกง , ผัดราดหน้าเคี้ยงเอมไพร์และโจ๊กบางกอก นอกจากนี้บริษัทยังเพิ่มธุรกิจอีกสองประเภทคือ การบริหารสินทรัพย์ที่ประมูลมาจากสถาบันการเงินและบริการรับติดตามหนี้ผ่านบริษัทลูก SWP โดยตั้งเป้างบประมาณที่ 1 พันล้านบาทสำหรับโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ SWP ใช้งบในการซื้อหนี้เสีย 200 ล้านบาทในไตรมาส 2/58 โดยได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ 20-30% และเรายังไม่ได้รวมเอาทั้งสองโครงการในการประมาณการของเรา
วางแผนออกหุ้นกู้ 2.5 พันล้านบาทปลายไตรมาส 3/58 รองรับการขยายธุรกิจ
เราไม่แปลกใจที่บริษัทมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ 2.5 พันล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง 2558 เพื่อรองรับการขยายตัวอย่าก้าวกระโดดของบริษัท โดยบริษัทวางแผนที่จะขยายสาขาเป็น 1,350 สาขา ณ สิ้นปี 2558 และ 1,500 สาขา ณ สิ้นปี 2559 จาก 1,059 สาขา ณ สิ้นปี 2557 การขยายตัวของสาขาที่สูงทำให้การเรียกเก็บหนี้ที่มีประสิทธิภาพเอื้อให้บริษัทสามารถที่จะขยายฐานสินเชื่อได้รวดเร็วมากขึ้น ทั้งนี้บริษัทมีอัตราส่วน D/E ที่ 1.7 เท่า ณ สิ้นมี.ค. 2558 ซึ่งเราประเมินว่าหากมีการกู้ยืมเงินเพิ่มจะทำให้อัตราส่วน D/E เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินที่ 10 เท่า ชี้ว่าบริษัทมีศักยภาพในการกู้ยืมเงินเพื่อใช้ในการขยายตัวของธุรกิจได้เพิ่มขึ้นในอีกสองถึงสามปีข้างหน้าโดยไม่ต้องมีการเพิ่มทุน ดังนั้นเราไม่มีความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทในปีนี้และปีถัดไป









