เกาะติดตลาดหุ้นทั่วโลกผ่าน 'สองกูรู' แห่ง 'ทิสโก้' 'คมศร ประกอบผล' และ 'สาห์รัช ชัฎสุวรรณ' แนะลงทุน 'ตลาดหุ้นเยอร-ญี่ปุ่น-จีน'
ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา หลายตัวบ่งชี้ว่า ภาพรวมยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการบริโภคเอกชนที่ยังคงหดตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ 1.9% หลังรายได้เกษตรกรลดลง 19% ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2556 ขณะเดียวกันการผลิตภาคอุตสาหกรรมยังพลิกกลับมาหดตัว 1.8% เทียบกับเดือนก่อนที่บวก 3%
นอกจากนั้นมูลค่าการส่งออกยังลดลง 4.5% มาอยู่ที่ 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังสินค้าอุตสาหกรรมไม่นับรวมทองคำหดตัว 2.5% ซึ่งเป็นการลดลงตามสินค้าหมวดเชื้อเพลิง และสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางพาราดิบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ที่ลดลง 27.9% -9% -9.2% -26.4% ตามลำดับ
ขณะเดียวกันเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย.ยังติดลบ 1.04% ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่ยังคงลดลง 14.2% ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งหดตัว 7% ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2558 ยังคงลดลงต่อเนื่อง ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่หดตัว โดยเงินเฟ้อทั่วไปอาจติดลบ 0.4%
เมื่อภาพรวมภาวะเศรษฐกิจเมืองไทยยังไม่ฟื้นตัว ทำให้เหล่าแฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นเริ่มออกไปแสวงหากำไรจากตลาดหุ้นนอกบ้าน โดยเฉพาะประเทศที่สภาวะเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว สอดคล้องกับกลยุทธ์แนะนำการลงทุนในช่วง 6 เดือนหลังปี 2558 ของ 'ทิสโก้' ที่ระบุว่า ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทยและตลาดสหรัฐ (ดัชนี S&P 500) มีตัวเลขที่ต่ำกว่าผลตอบแทน จากตลาดหุ้นจีน เยอรมัน และญี่ปุ่น
โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (31 ต.ค.2557- 30 เม.ย.2558) ตลาดหุ้นทั้งสามประเทศมีผลตอบแทนโดดเด่นที่สุด 34%- 23% -20% ตามลำดับ ขณะที่ผลตอบแทนในตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นไทยอยู่ระดับ 3% และติดลบ 4% ตามลำดับ
'ก้อง-คมศร ประกอบผล' หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) วิเคราะห์ภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลกให้ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ฟังว่า แม้ปัจจุบันสินทรัพย์ทุกอย่างในโลกจะไม่มีอะไรถูกแล้ว หลังจากที่ผ่านมาธนาคารกลางในหลายๆประเทศได้ออกมาซัพพอร์ตสินทรัพย์ต่างๆ จนทำให้ราคาสินทรัพย์หลายตัวปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก
แต่ 'ตลาดหุ้น' ยังคงเป็นสินทัรพย์ที่ให้ 'ผลตอบแทนดีที่สุด' หลังทางเลือกการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆยังมีค่อนข้างน้อย เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะตลาดทองคำ และตลาดบอนด์ ที่ยังคงมี 'อัพไซด์น้อยกว่าตลาดหุ้น' ดังนั้นโอกาสขาดทุนในสินทัรพย์ดังกล่าวยังมีอยู่มาก
ฉะนั้นเม็ดเงินที่มีจำนวนมากในตลาด น่าจะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น แม้สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วโลกตลอดปี 2558 จะยังตกอยู่ใน 'ภาวะผันผวนเฉลี่ย 10%' ก็ตาม เพราะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนก.ย.นี้ ประมาณ 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังได้ยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ไปเมื่อปี 2557
'เชื่อว่า GDP ในช่วงไตรมาส 2 ของสหรัฐ จะเริ่มดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกที่เติบโตเพียง 0.2% หลังปัจจัยชั่วคราวกำลังหมดไป โดยเฉพาะอากาศที่หนาวเย็นผิดปกติ จนส่งผลกระทบต่อการก่อสร้าง,การจับจ่ายของครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวจะเริ่มดี เช่น ตัวเลขการว่างงานที่ปัจจุบันลงมาอยู่ที่ระดับ 5% จากที่เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 10%' 'ชายหนุ่มวัย 36 ปี' วิเคราะห์เช่นนั้น
'ดอลลาร์แข็ง' ส่งผลดีต่อ 2 ตลาดหุ้น
'อดีตวิศวกร' วิเคราะห์ว่า หากเฟดประกาศขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้น ฉะนั้นจะส่งผลบวกต่อ “ตลาดหุ้นเยอรมัน” (ดัชนี DAX) และ 'ตลาดญี่ปุ่น' (ดัชนีNIKKEI) มากกว่า 'ตลาดหุ้นสหรัฐ' (ดัชนี S&P 500) หลังหุ้นหลายๆตัวในตลาดหุ้นสหรัฐมีราคาแพงเกินไป และข่าวดีเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหมดไปแล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นเยอรมันและญี่ปุ่นยังได้รับผลดี จากภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มฟื้น ส่งผลให้ดัชนีในตลาดหุ้นดังกล่าวมีอัพไซด์มากกว่า
โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นอาจมีอัพไซด์ 17% ตลาดหุ้นเยอรมัน 14% ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯไม่ค่อยมีอัพไซด์และใกล้เต็มมูลค่าแล้ว แถมยังมีปัจจัยลบหลายอย่าง เช่น อัตราจ้างงานที่ใกล้เต็มแล้ว ฉะนั้นอาจทำให้ค่าแรงปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อค่าแรงขึ้น อัตราเงินเฟ้อก็จะปรับตัวขึ้นตามมา ทำให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย
'ค่าเงินของญี่ปุ่นอ่อนค่ามาแล้ว 2-3 ปี ทำให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นตามค่าเงินที่อ่อน ส่วนตลาดหุ้นแถบยุโรป เมื่อเริ่มทำ QE ในปีนี้ จะทำให้ค่าเงินอ่อน เวลาขายของออกนอกบ้านจะทำให้ได้กำไรมากขึ้น'
เขา แจกแจงต่อว่า สินทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นที่น่าจับตามองอีกอย่างหนึ่ง คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะนับตั้งแต่ปี 2533 ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นเกิดภาวะฟองสบู่แตก ราคาที่ดินได้ปรับตัวลดลงมาตลอด แต่เมื่อปี 2558 ที่ภาครัฐมีการกระตุ้นเศรษฐกิจจนทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาที่ดินกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ถือเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา ฉะนั้นหากลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวน่าจะให้ผลผตอบแทนที่ดี
แต่นักลงทุนจะต้องลงทุนในกองทุนเปิดที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเทศญี่ปุ่นมากกว่าซื้อเป็นในรูปของที่ดินหรืออสังหาริมทัรพย์ เมื่อปีก่อนกองทุนเปิดที่ลงทุนเกี่ยวกับอสังหาริมทัรพย์สามารถสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ย 22% แต่ในปี 2559 อาจมีผลตอบแทนเฉลี่ย 'สิบเปอร์เซ็นต์' เพราะปี 2557 ราคาที่ดินขึ้นเร็ว หลังค่าเงินอ่อน
'จับตาตลาดหุ้นจีน (H-Shares)'
'หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน' บอกว่า ตลาดหุ้นจีนที่ยังมีอัพไซด์ประมาณ 17% ถือเป็นอีกตลาดหุ้นที่น่าสนใจ เพราะราคาหุ้นหลายตัวค่อนข้างถูก ที่ผ่านมาซื้อขายด้วยค่า P/E เฉลี่ย 7-8 เท่า มานาน 2-3 ปี แต่ตอนนี้ซื้อขาย 10 เท่า ถือว่าถูกกว่าชาวบ้าน (ตลาดหุ้นยุโรป 17 เท่า ตลาดหุ้นเยอรมัน 15 เท่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่น 19 เท่า ตลาดหุ้นไทย 15 เท่า)
ก่อนหน้านี้นักลงทุนหลายรายกังวลว่า เศรษฐกิจเมืองจีนอาจเกิดฟองสบู่ หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้มีหนี้สินสูงขึ้น ผ่านมาถึงปีนี้รัฐบาลจีนพยายามลดการลงทุน ทำให้ GDP จากที่เคยโตปีละ 8-9% เหลือ 7% ในปีนี้
ส่งผลให้เศรษฐกิจเมืองจีนเริ่มชะลอตัว ทำให้รัฐบาลต้องกลับมากระตุ้นเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาหุ้นหลายๆตัวทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง หุ้นกลุ่มแบงก์ปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่า Book Valueที่อยู่ระดับ 1.2 เท่า
'ปีนี้ตลาดหุ้นเยอรมัน ญี่ปุ่น และจีน น่าจะสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 15-20% ส่วนหุ้นกลุ่มใดจะโดดเด่นในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์แข็ง เรามองว่า น่าจะเป็นกลุ่มส่งออก และท่องเที่ยว ทั้งนี้อยากให้นักลงทุนซื้อขายผ่านกองทุนเปิดมากกว่าลงทุนหุ้นเป็นรายตัว ซึ่งการลงทุนผ่านกองทุนเปิดจะได้เปรียบเกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน'
'คมศร' บอกว่า วันนี้การลงทุนในน้ำมันยังถือเป็นตลาดที่ไม่น่าสนใจ ปัจจุบันตลาด น้ำมันอยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ฉะนั้นโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลดลงมีมากกว่าขึ้นแน่นอน เรา มองราคาน้ำมันสิ้นปี 2558 ที่ระดับ 60 เหรียญต่อบาร์เรล นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ราคาน้ำมันขึ้นมาแล้วกว่า 50% จาก 40 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อต้นปี 2558 มายืน 60 เหรียญต่อบาร์เรล ณ ปัจจุบัน
ถามว่ามีโอกาสจะเห็นราคาน้ำมันขึ้นไปยืนหลักร้อยเหรียญต่อบาร์เรลเหมือนในอดีต หรือไม่ ตอบเลยว่า เป็นไปได้ยากมาก เพราะโครงสร้างน้ำมันเปลี่ยนไปแล้ว หลังมีแหล่งน้ำมัน ใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการผลิต Shale Oil ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้การมี Shale Oil จะกระทบต่อพลังงานทางเลือกอย่างถ่านหิน และก๊าซ
เขา แนะนำการจัดพอร์ตลงทุนว่า สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ควรแบ่งเงินออกมาลงทุนหุ้นไทย 40% หุ้นต่างประเทศ 50% คอมมูนิตี้ 5% อสังหาริมทรัพย์ 5% โดย สินทรัพย์สองตัวหลังให้ลงทุนผ่านกองทุน ส่วนใครที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางให้ลงทุนอย่างละครึ่ง
'ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเช่นนี้จะทำให้ได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 15-20%'
'สิ้นปี 2558 ดัชนีตลาดหุ้นจีน (H-Shares) น่าจะยืน 16,500 จุด ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (Nikke) 23,000 จุด ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ((NASDAQ) 13,300 จุด และตลาดหุ้นไทย 1,600 จุด' 'หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน' วิเคราะห์เช่นนั้น
อยากรวยหุ้นไทยต้องรอ
'หนุ่มก้อง-คมศร' วิเคราะห์ภาพรวมตลาดหุ้นไทยว่า วันนี้ถือว่า ซื้อขายบนค่า P/E แพงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ฉะนั้นอาจทำให้นักลงทุนไม่สามารถหากำไรได้ครั้งละมากๆ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในเมืองไทยยังมีภาพการเติบโตไม่ชัดเจนเหมือนบางประเทศ ดังนั้นโอกาสจะเห็นตลาดหุ้นไทยอัพไซด์มากๆคงยาก เบื้องต้นคาดว่าปีนี้จะมีอัพไซด์เพียงประมาณ 5%
ที่ผ่านมาเราเห็นสัญญาณนี้มานานหลายปีแล้ว ทำให้พยายามเชียร์นักลงทุนให้ออกไปลงทุนนอกบ้าน เมื่อก่อนไปบรรยายเรื่องการลงทุนต่างประเทศไม่มีใครเชื่อ (หัวเราะ) แต่ปัจจุบันการลงทุน ในตลาดหุ้นต่างประเทศพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มีผลตอบแทนที่ดีกว่าลงทุนในตลาดหุ้นไทย ถามว่ามีโอกาสเห็นหุ้นไทยอัพไซด์มากกว่านี้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่า หาก 6 เดือนหลังของปีนี้ รัฐบาลใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้
'เมื่อ 2 ปีก่อน ตลาดหุ้นไทยติดลบ 5% ตลาดหุ้นจีนบวก 30% ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมันบวก 40% เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมของจีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน พบว่า เศรษฐกิจกำลังจะดีขึ้น ฉะนั้นโอกาสที่นักลงทุนจะได้กำไรมีแน่นอน แต่อาจมีเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดว่า ตลาดจะตกใจมากหรือไม่ แต่เมื่อเดือนก่อนทั่วโลกมีการขายพันธบัตรออกมาค่อนข้างมาก อาจทำให้แรงตกใจมีไม่มากนัก' นักวิเคราะห์หนุ่ม กล่าว
'แจ๊ค-สาห์รัช ชัฎสุวรรณ' ผู้อำนวยการสายการตลาด ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด พูดเสริมว่า ปัจจุบันนักลงทุนไทยเริ่มกล้าออกไปลงทุนนอกบ้านมากขึ้น เห็นชัดจากจำนวนลูกค้าของทิสโก้ที่สนใจเข้ามาลงทุนผ่านกองทุนมากขึ้น 'เท่าตัว'
เมื่อปีก่อนลูกค้าของเราสนใจเข้าไปลงทุนในกองทุนเปิดต่างประเทศเพียง 1 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้ผ่านมาไม่ถึงครึ่งปีมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาแล้วมากกว่า 'หมื่นล้านบาท' ที่ผ่านมาเราได้ออกกองทุนเดือนละประมาณ 4 กองทุน จากความตั้งใจเดิมที่จะออกเดือนละ 2-3 กองทุนเท่านั้น ซึ่งการออกกองทุนมากกว่าเป้าหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุน
ปัจจุบันเรามีนักลงทุนรายใหญ่ประมาณ 15-20% ที่เหลือเป็นนักลงทุนรายย่อยประมาณ 80-90% ซึ่งรายใหญ่จะมีเม็ดเงินลงทุนมากถึง 80% ล่าสุดนักลงทุนรายใหญ่มากกว่า 90% เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศแล้ว ซึ่งหลายรายได้ผลตอบแทนที่ดี ที่ผ่านมาเราตั้งเป้าหมายจะมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นประมาณ 20%
เขา ย้ำว่า วันนี้อาจไม่ใช่เวลาของตลาดหุ้นไทย หลังเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว เพราะยัง มีปัญหาให้ตามแก้อีกมาก ซึ่งสัญญาณส่งมาตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว แต่หลายคนยังไม่เชื่อ ฉะนั้นเมื่อไม่ใช่จังหวะของหุ้นไทย ก็ควรออกไปแสวงหากำไรตลาดหุ้นนอกบ้าน เรามองว่า GDP ของเมืองไทยในปีนี้อาจอยู่ประมาณ 3% ซึ่งได้ปรับลงจาก 3.5% ส่วนตัวเลขส่งออกคงติดลบตามส่งออกทั่วโลก
'2 ปีก่อน นักลงทุนต่างชาติหอบเงินจากตลาดหุ้นไทยออกไปประมาณ 2 แสนล้านบาท จนป่านนี้ยังไม่นำกลับเข้ามาลงหุ้นไทยเลย นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันต่างชาติขายหุ้นไทยไปแล้วประมาณ 291 ล้านดอลลาร์ ปี 2556 ประมาณ 6,211 ล้านดอลลาร์ และปี 2557 ประมาณ1,091 ล้านดอลลาร์'
'สาห์รัช' วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยผันผวน ส่วนใหญ่น่าจะมาจากฝีมือสถาบันและรายย่อย ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่มาจากนักลงทุนต่างชาติ ที่ผ่านมาราคาหุ้นขนาดเล็กและกลางเคลื่อนไหวมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ รวมถึงหุ้นไอพีโอด้วย พฤติกรรมเช่นนี้กำลังสะท้อนว่า ตลาดโดยรวมไม่ดี และไม่รู้จะไปดันหุ้นตัวใหญ่ด้วยสตอรี่อะไร
ปัจจุบันทิสโก้กำลังศึกษาภาพรวมของ 'ตลาดหุ้นอินเดีย' เบื้องต้นถือว่า น่าสนใจ เนื่องจากปัจจุบันอินเดียกำลังอยู่ระหว่างปฎิรูปเศรษฐกิจ ฉะนั้นมีโอกาสที่จะเห็นเขาปรับลดดอกเบี้ย และเปิดรับทุนจากต่างประเทศมากขึ้น
ขณะที่ราคาน้ำมันที่ต่ำจะช่วยให้เศรษฐกิจของอินเดียดีขึ้น ปีที่ผ่านมาเริ่มมีนักลงทุน ต่างชาติทยอยเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับอินฟราสตรัคเจอร์มากขึ้น ฉะนั้นภายในปีนี้หากไม่มีอะไรผิดพลาด เราอาจออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับประเทศอินเดีย





