สรุปสภาวะตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (28 พ.ค. – 3 มิ.ย. 2558):
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯและยุโรปเคลื่อนไหวไม่ชัดเจน โดย DJIA -0.5%, DAX -3.0%, CAC ฝรั่งเศส -2.9%, FTSE -1.2% ความกังวลต่อสถานการณ์การเงินของกรีซที่ยังไม่สามารถบรรลุแผนช่วยเหลือทางการเงินได้ และมีกำหนดชำระหนี้ให้ IMF ในวันที่ 5 มิ.ย. ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯในสัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด ทำให้การปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯเป็นไปอย่างจำกัด
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (28 พ.ค. – 3 มิ.ย. 2558) : สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวลง 0.6% โดยยังคงปรับตัวขึ้นต่อในช่วงต้นสัปดาห์เมื่อดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน พ.ค.สามารถยืนเหนือระดับ 50 จุดได้ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 รวมถึงหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยับขึ้นเด่น อย่างไรก็ตามปรับตัวขึ้นพร้อมกับความผันผวนที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดในช่วงปลายสัปดาห์ปรับตัวลง นำโดยการปรับตัวลงอย่าง Huadian Power International Corp., Inner Mongolia Yili Industrial Group Co.
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (28 พ.ค. – 3 มิ.ย. 2558)
SET INDEX ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังเป็นไปอย่างเปราะบางพร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง การปรับน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มหลักของโบรคเกอร์ต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารลงอีกระลอก อีกทั้งบรรยากาศการลงทุนในเอเชียและยุโรปที่เป็นลบจากความกังวลต่อกรณีกรีซ กดดันตลาดปรับตัวลง ปิดที่ระดับ 1,482.07 จุด ลดลง 18.77 จุด หรือ -1.25% ณ วันที่ 3 มิ.ย.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (5 – 11 มิ.ย. 2558)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็น “กลาง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 12 ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง SET INDEX ในสัปดาห์หน้าคือ ผลการประชุม กนง. วันที่ 10 มิ.ย.
• หาก กนง. ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย RP 1 วัน เป็นครั้งที่ 3 อีก 25bps เป็น 1.25% เราคาดว่า SET INDEX จะปรับฐานลงสู่แนว 1,450-1,460 จุด กดดันด้วยกลุ่มธนาคาร แต่บริเวณดังกล่าว เป็นจุดที่น่าสนใจสะสมหุ้นหลักกลุ่มธนาคาร และหุ้น Domestic Play สำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว
• หาก กนง. ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย RP1 วันที่ 1.50% เราคาดว่ากลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวเด่น และผลักดันให้ SET INDEX มีโอกาสทดสอบ 1,500 จุด เพราะการคงอัตราดอกเบี้ย สะท้อนความเชื่อมั่นของการฟื้นตัวภาคการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้
และถึงแม้ว่า ธปท.จะปรับลดประมาณการ GDP ในปีนี้ลงเป็นครั้งที่ 2 หลังการประชุม กนง. ครั้ง เราเชื่อว่าจะมีแรงกดดันต่อจิตวิทยาการลงทุนจำกัด เพราะ ณ ปัจจุบันตลาดประเมินกรอบการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 3.00-3.50% ด้วยความล่าช้าของการใช้จ่ายภาครัฐ และการฟื้นตัวของภาคการส่งออกที่จำกัด
ขณะที่พัฒนาการของกรีซ ยังคงต้องเฝ้าติดตาม หลังนายกฯ เยอรมัน ลงมาเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างเจ้าหนี้ และ ลูกหนี้ กรีซ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ โดยมีความเป็นไปได้สูงที่กรีซ จะขอเลื่อนการชำระหนี้งวดวันที่ 5 มิ.ย.ของ IMF ออกไป เพื่อรอผลการประชุมกับเจ้าหนี้ที่ต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุน เราคงแนะนำ “ขึ้นแรงขาย และ ลงแรงซื้อเก็งกำไร” พร้อมจำกัดวงเงินเก็งกำไร” เพราะตราบใดที่มูลค่าการซื้อขายไม่ถึง 5.0 หมื่นล้านบาท/วัน ความเปราะบางของ SET INDEX จะยังคงอยู่กับตลาดหุ้นไทย
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. ติดตามการประชุม กนง. วันที่ 10 มิ.ย.
2. ติดตามพัฒนาการกรณีกรีซ
3. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลผลิตภาคอุตฯ ของอียู – อังกฤษ – ญี่ปุ่น / ภาวะการจ้างงานของสหรัฐฯ / การส่งออก – นำเข้า ของจีน
-----------------------------------------------------









